
มองเศรษฐกิจ การลงทุนจัดพอร์ตปีม้าทอง
โดย... ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ CEO บลจ.วรรณ
โดย... ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ CEO บลจ.วรรณ
สวัสดีครับ อีกไม่กี่เดือนก็นับเวลาเริ่มเข้าสู่ปี 2557 กันแล้วนะครับ โดยเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาของปี 2556 แม้ว่าจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวมคงเห็นว่าเริ่มฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และญี่ปุ่น หลังจากที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า แต่หากกลับมาดูที่เศรษฐกิจไทยจะเห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากการส่งออกยังไม่สามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการบริโภคภาคเอกชนก็กลับชะลอลงหลังจากที่มาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐเริ่มหมดลง
ขณะเดียวกันในด้านของตลาดหุ้นไทยของปี 2556 ก็ปรับตัวอย่างผันผวนไปตามกระแสข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ (Event Driver) เช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญจากท่าทีต่อช่วงเวลาในการชะลอนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐเป็นหลัก อย่างไรก็ดีจากเสถียรภาพที่มากขึ้นของเศรษฐกิจโลกก็น่าจะส่งผลให้ดัชนี SET Index น่าจะมีโอกาสแตะที่ระดับ 1,500-1,550 จุด ในช่วงปลายปีนี้ได้
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2557 นั้น คาดว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีโอกาสเติบโตสูงค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะยูโรโซนและญี่ปุ่น (หากเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นไทย) ซึ่งสนับสนุนให้ธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศน่าจะอัดฉีดสภาพคล่องลดลง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยูโรโซน ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปี 2556 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2557 น่าจะมีโอกาสเติบโตที่ประมาณ 3.5-4% เทียบกับที่คาดว่าจะขยายตัว 3.9% ในปี 2556 โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากการส่งออกยังต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัวอีกช่วงเวลาหนึ่ง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากราคาพลังงานในประเทศที่ปรับขึ้นตามแผนการปรับโครงสร้างราคาสาธารณูปโภคและฐานที่ต่ำในปี 2556 ซึ่งอาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งหลังของปี 2557 ได้
ในด้านของตลาดหุ้นไทยปี 2557 นั้น คาดว่าจะมีโอกาสปรับตัวอย่างผันผวนมากขึ้น เนื่องจากอาจมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าสู่ตลาดของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หลังจากที่กลุ่มประเทศดังกล่าวมีพัฒนาการของเศรษฐกิจที่เติบโตเด่นชัดกว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะชะลอนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ในครึ่งแรกของปี 2557 ด้วย ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจลดลง เนื่องจากอัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสปรับลดลงจาก 17.4% ในปี 2556 มาที่ 16% ในปี 2557
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มที่อาศัยการบริโภคภายในประเทศและกลุ่มที่สอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมทั้งกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC-Linkage) และกลุ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปี 2557 ประเมินว่า SET Index น่าจะมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ในกรอบ 1,515-1,680 จุด ภายใต้ระดับราคาต่อหุ้น (P/E) ที่ 14.00-15.52 เท่า โดยมีค่ากลางที่ 1,595 จุด
และจากมุมมองที่คาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วน่าจะมีโอกาสการขยายตัวที่เด่นชัดกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนบางส่วนไปที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา มากขึ้น และจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระดับปานกลาง รวมทั้งลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุตราสารไม่เกิน 6 เดือน จากแนวโน้มที่ กนง. อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามในช่วงเวลานั้น และแนะนำให้นักลงทุนให้ความสนใจกับตราสารหนี้ในประเทศมากกว่าต่างประเทศ เนื่องจากบางประเทศยังมีปริมาณการก่อหนี้ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไทย ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่น น้ำมัน น่าจะมีโอกาสปรับขึ้นในทิศทางที่จำกัดมากขึ้น เนื่องจากการผลิตจาก Shale Oil แม้จะมีความต้องการซื้อที่มากขึ้นก็ตาม โดยคาดว่าราคาน้ำมัน (WTI) น่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 95-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในด้านทองคำ คาดว่าน่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างผันผวนในกรอบแคบๆ ที่ประมาณ 1,200-1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยการปรับขึ้นของราคาเป็นไปในทิศทางที่จำกัด ขณะที่การปรับลดลงก็น่าจะไม่มากนัก แม้ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบก็ตาม เนื่องจากระดับราคา 1,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตแล้ว
อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนท่านใดไม่สะดวกหรือไม่มีเวลาในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนได้เต็มที่อาจพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีการบริหารจัดการแบบ Absolute Return เนื่องจากกองทุนนี้มีการลงทุนในรูปแบบกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ (Asset Allocation) ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi Asset Classes) ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำและน้ำมัน เป็นต้น เพื่อให้เหมาะสมกับการลงทุนแต่ละสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งหากนักลงทุนท่านใดสนใจการลงทุนในกองทุนรวมรูปแบบนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.วรรณ หรือผู้สนับสนุนตัวแทนขายหรือรับซื้อคืนลงทุนได้ครับ แต่ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุนนะครับ







