
ภัยแล้ง-น้ำท่วม-พิษเศรษฐกิจ ฉุดจีดีพีภาคเกษตรโตถดถอย
ต้องยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกอยู่ภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ต้องยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกอยู่ภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการส่งออกซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยพลอยเหี่ยวแห้งตามไปด้วย ล่าสุดมีการแถลงตัวเลขการขยายตัวของภาคการส่งออกของปีนี้ออกมาแล้ว ว่าน่าจะโตได้ที่ระดับ 1% เท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ที่ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ คาดว่าแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีภาคเกษตรจะอยู่ที่ 0.5-1.5% ลดลงจากเดิมที่ประมาณการไว้เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 1.5-2.5% แต่ในด้านมูลค่าเพิ่มขึ้น 1% โดยคิดเป็นมูลค่า 4.16 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.3% ของจีดีพีประเทศ
ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของจีดีพีภาคเกษตรในปีนี้ ถือเป็นการขยายตัวในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับจากปี 2554 ที่มีการขยายตัวอยู่ที่ 4.1% และปี 2555 ที่มีการขยายตัวอยู่ที่ 3.8% ตามลำดับ
สำหรับสาเหตุที่ทำให้จีดีพีภาคเกษตรปีนี้ลดลง เนื่องจากเกิดสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงต้นปี และในช่วงกลางปียังเกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงทำให้ผลผลิตพืชที่สำคัญหลายชนิด เช่น ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะการส่งออกในสาขาประมงที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของภาคการเกษตร และการส่งออกที่สำคัญอย่างการส่งออกกุ้งก็ลดลงไปถึง 30% เนื่องจากเจอโรคตายด่วนในกุ้ง (อีเอ็มเอส)
เมื่อจำแนกแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในภาพรวมของปี 2556 เป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 23% เนื่องจากผลผลิตพืชที่สำคัญหลายชนิดยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้น เช่น ข้าวนาปี ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ต่างๆ
สำหรับสถานการณ์ด้านราคาพืชหลายชนิด ได้แก่ ข้าวนาปีหอมมะลิ มันสำปะหลัง สับปะรด ลำไย ทุเรียน และเงาะ ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะความต้องการจากตลาดในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกคาดว่าพืชและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าวรวม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล และผลไม้ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่
สาขาปศุสัตว์ คาดว่าจะขยายตัว 1.22.2% เนื่องจากการพัฒนาฟาร์มปศุสัตว์ให้เป็นระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายการเลี้ยงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะมีการขยายตัวได้เล็กน้อย โดยส่วนใหญ่จะขยายไปยังตลาดอาเซียนและตะวันออกกลาง ด้านราคาปศุสัตว์ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูงทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และค่าแรงงาน
สาขาบริการทางการเกษตร คาดว่าจะขยายตัว 0.81.8% เนื่องจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชที่สำคัญ เช่น ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร รวมทั้งค่าจ้างแรงงานภาคเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรหันมาใช้บริการทางการเกษตรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้การบริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และสาขาป่าไม้คาดว่าจะขยายตัว 12%
ขณะที่สาขาประมง เป็นเพียงสาขาเดียวที่มีการขยายตัวลดลง โดยคาดว่าปีนี้จะหดตัวลง 6.1-7.1% เนื่องจากเกิดโรคระบาดตายด่วนในกุ้ง แต่คาดว่าผลผลิตกุ้งจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงกลางปี 2557 สำหรับราคาสินค้าประมงที่เกษตรกรขายได้ในปีนี้ คาดว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะยังมีความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
“จีดีพีภาคเกษตรที่หดตัวลงนั้นเป็นไปตามกลไกตลาดโลก เพราะสินค้าเกษตรมีหลายตัวที่ผลิตเพื่อส่งออก เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวก็มีผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตร อีกทั้งยังมีปัญหาภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายพื้นที่เป็นตัวเสริมเข้าไปอีก เลยส่งผลกระทบอย่างชัดเจน” ยุคล กล่าว
อย่างไรก็ดี จากการประมาณการคาดว่า ปศุสัตว์ยังเป็นสาขาที่มีการขยายตัวได้ดีและจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2557 ส่วนสาขาพืชก็ยังพอขยายตัวได้ในบางชนิด ขณะที่สาขาประมง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็กำลังเสนอของบประมาณนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ปลอดโรคเพื่อทดแทนให้เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ในสาขาประมง โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกน่าจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 ได้







