posttoday
เตือนเด็กยิ่งจิ้มมือถือเสี่ยงนิ้วมือใช้การไม่ได้

เตือนเด็กยิ่งจิ้มมือถือเสี่ยงนิ้วมือใช้การไม่ได้

21 พฤศจิกายน 2556

แพทย์เตือนเด็กเล็กใช้เวลาในการจิ้มหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากอาจทำให้นิ้วมือใช้การไม่ได้

แพทย์เตือนเด็กเล็กใช้เวลาในการจิ้มหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากอาจทำให้นิ้วมือใช้การไม่ได้

ยุคสมัยนี้หากใครไม่มีสมาร์ตโฟนเป็นของตัวเองก็คงจะเชยระเบิด เพราะแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ตาดำๆ ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น ยังมีโอกาสเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่พ่อแม่ควักเงินซื้อให้ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่ทำให้บุตรหลานได้ประโยชน์จากการเสพเทคโนโลยี

แต่ความฮอตฮิตไม่ตกเทรนด์นี้อาจจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่เป็นภัยร้ายทำลายสุขภาพของลูกหลานได้ เพราะผลการศึกษาทางการแพทย์แห่งศูนย์การเรียนรู้และการบำบัดแห่งมลรัฐแมริแลนด์เผยว่า เด็กเล็กหรือเด็กที่อยู่ในวัยหัดเดินมีโอกาสที่จะใช้การนิ้วและมือไม่ได้ในอนาคต ซึ่งสาเหตุก็มาจากการก้มหน้าก้มตาใช้เวลาหลายชั่วโมงจิ้มไอแพ็ดและสมาร์ตโฟนนั่นเอง

ข้อมูลล่าสุดนี้เป็นสิ่งที่แพทย์กังวลอย่างมาก เพราะนับวันจำนวนเด็กที่นิ้วมือกดบนหน้าจอระบบสัมผัสนั้นยิ่งมากขึ้น นักวิจัย ลินเซย์ มาร์โซลี่ เผยว่า ผู้ปกครองที่อนุญาตให้บุตรหลานวัยหัดเดินใช้เวลาเล่นแท็บเล็ต สมาร์ตโฟน หรือคอมพิวเตอร์มากจนเกินไปนั้น โคนนิ้วมือของเด็กอาจฝ่อลีบและอ่อนแรงซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนิ้วและมือของเด็กอ่อนแรงนั้น ทิโมที โดรัน กุมารแพทย์จาก Greater Baltimore Medical Centre ระบุว่า เด็กเล็กที่ใช้มือในการกดหน้าจอระบบสัมผัสนั้น ไม่ได้มีการใช้กล้ามเนื้อของมือในด้านการเขียน ยิ่งหากเด็กคนไหนใช้เวลาขลุกอยู่กับหน้าจอมากกว่าหน้าพ่อแม่วันละ 3-4 ชม.ขึ้นไป ก็เตรียมตัวรับอันตรายแฝงจากเทคโนโลยีได้เลย

นอกจากนิ้วมือจะใช้การไม่ได้แล้ว ยังส่งผลต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายอีก เช่น ลำคอและหลัง โดยแพทย์เผยว่าการนั่งเล่มเกมคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน รวมถึงการนั่งใช้แท็บเล็ตและสมาร์ตโฟนผิดท่านั้น ยังอาจทำให้คอและหลังของเด็กปวดได้เช่นกัน

หากใครไม่อยากให้บุตรหลานได้รับความเสี่ยง คุณหมอชาวสหรัฐก็เตือนว่าไม่ควรจะนำโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟนไปไว้ในห้องนอนของลูกแม้แต่เครื่องเดียว หรือหากผู้ปกครองคนไหนยังตัดใจไม่ได้ที่จะไม่ให้ลูกรักเล่นมือถือ แพทย์ก็ขอย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงวันละไม่เกิน 2 ชม.เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังควรสรรหากระดาษและปากกามาให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ เพื่อการสร้างเสริมจินตนาการและการเรียนรู้ทางสมอง อีกทั้งยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อของมือให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

แต่ทางที่ดีที่สุดซึ่งทั้งทีมแพทย์และนักวิจัยลงความเห็นร่วมกันก็คือ การให้เด็กใช้จินตนาการสร้างสรรค์ในการเขียน หรือไม่ก็ให้เด็กไปเล่นนอกบ้าน หัดเข้าสังคมกับเด็กคนอื่นๆ อันจะเป็นทางแก้ปัญหาให้เด็กหลุดพ้นจากอันตรายในโลกยุคใหม่นี้ได้ดีที่สุด

ภาพประกอบจาก www.livescience.com

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท