
ทันสถานการณ์
ออกประกาศใช้ดีเซล บี7
ออกประกาศใช้ดีเซล บี7
นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล พ.ศ. 2556 เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (บี100) จาก 5% เป็น 7% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป โดยการปรับสูตรดีเซลครั้งนี้จะช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภค
ทั้งนี้ จะทำให้มีการใช้ บี100 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2.5 ล้านลิตร เป็น 4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้เพิ่มขึ้น 780 ตันต่อวัน โดยปัจจุบันมีโรงงาน บี100 เดินเครื่องอยู่ 8 ราย มีกำลังการผลิตรวมวันละ 4.6 ล้านลิตร ซึ่งการเพิ่มจำนวนการใช้ บี100 ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และบรรเทาปัญหาปาล์มน้ำมันล้นตลาด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมธุรกิจพลังงานได้หารือร่วมกับผู้ผลิต บี100 ผู้ค้าน้ำมัน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพ บี100 และมาตรฐานคุณภาพดีเซลอย่างเข้มงวด เพื่อรองรับการใช้ดีเซล บี7 ในรถยนต์
‘พาณิชย์’ เคาะราคาหมู
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศราคาแนะนำเนื้อหมูทั้งระบบ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1824 พ.ย. 2556 โดยราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม พื้นที่ กทม. ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 66 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 66 บาท ภาคตะวันออก ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 68 บาท ภาคใต้ ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 72 บาท และภาคเหนือ ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 72 บาท
ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายส่งหมูชำแหละ(หมูซีก) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากก.ละ 79 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 79 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากก.ละ 81 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากก.ละ 85 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 85 บาท ส่วนราคาจำหน่ายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากก.ละ 109 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 109 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากก.ละ 112 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากก.ละ 117 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 117 บาท
สำหรับ ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากก.ละ 124 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 124 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากก.ละ 127 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากก.ละ 132 บาท และภาคเหนือไม่สูงกว่ากก.ละ 132 บาท ยกเว้นเนื้อหมูชนิดที่มีคุณภาพพิเศษ เช่น เนื้อสุกรอนามัย เนื้อสุกรไร้สาร ที่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กทม. ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่า กก.ละ 134 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่า กก.ละ 134 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่า กก.ละ 137 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่า กก.ละ 143 บาทและภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากก.ละ 143 บาท ยกเว้นเนื้อหมูชนิดที่มีคุณภาพพิเศษ เช่น เนื้อสุกรอนามัย เนื้อสุกรไร้สาร ที่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการ
“กรมจะติดตามสถานการณ์และราคาหมูอย่างใกล้ชิด และขอให้ผู้จำหน่ายปลีกปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน ถ้าหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ” นายสมชาติ กล่าว
แนะปรับตัวรับเอฟทีเอ ไทยชิลี
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่ไทยได้ทำความตกลงการค้าเสรีกับสาธารณรัฐชิลี (เอฟทีเอ ไทยชิลี) และคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ประมาณต้นปี 2557 ซึ่งจะทำให้การค้าระหว่างไทยชิลี เพิ่มมากขึ้น และเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้อื่นๆ ดังนั้นต้องการให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ไทยชิลี ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ กรมได้เชิญชวนผู้ประกอบการที่มีการส่งออกสินค้าไปชิลี จำนวนกว่า 150 ราย มารับความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการยื่นคำขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงเอฟทีเอ ไทยชิลี ในวันที่ 20 และวันที่ 27 พ.ย. ณ กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามความตกลงการค้าเสรีได้อย่างถูกต้อง และเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า
สำหรับประเทศชิลีเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งในภูมิภาคอเมริกาใต้ มีโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุนอีกมาก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาคอเมริกาใต้ ปัจจุบันชิลีเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล และอาร์เจนตินา
++ด้านมูลค่าการค้าระหว่างไทยและชิลีในปี 2555 มีมูลค่าระหว่างกัน 1,000 ล้านเหรีญสหรัฐ แยกเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 650 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่านำเข้า 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยได้ดุลการค้ามูลค่าประมาณ 278 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนปี 2556 ตั้งแต่ม.ค. ก.ย. มูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 700 ล้านเหรีญสหรัฐ ไทยส่งออก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ++สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปชิลี ได้แก่ รถยนต์/อุปกรณ์ อาหารทะเลกระป๋องและอาหารแปรรูป ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ขณะที่สินค้าที่ไทยนำเข้าจากชิลี ได้แก่ สินแร่ โลหะ สัตว์น้ำสด/แช่เย็น/แช่แข็ง /แปรรูป และเยื่อกระดาษ เป็นต้น ซึ่งการค้าของทั้ง 2 ประเทศ มีโอกาสเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง







