
เบรกซ่อมโรงกลั่น
พลังงานคุยบางจากไทยออยล์เอสโซ่หลีกช่วงแหล่งเจดีเอหยุดจ่ายก๊าซ
พลังงานคุยบางจากไทยออยล์เอสโซ่หลีกช่วงแหล่งเจดีเอหยุดจ่ายก๊าซ
พลังงานสั่งเจรจาโรงกลั่นฯ 3 ราย เลื่อนซ่อมบำรุงพ้นช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอหยุดจ่ายหวั่นกระทบผลิตไฟ
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่ง ได้แก่ บางจาก ไทยออยล์ และเอสโซ่ เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีไม่ให้ตรงกับช่วงที่มีการหยุดซ่อมบำรุงของท่อก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย (เจดีเอ) ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 2557
ทั้งนี้ เกรงจะกระทบกับแผนจัดหาน้ำมันเตาและดีเซลไว้ทดแทนปริมาณก๊าซที่หยุดจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ที่มีกำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์
การเตรียมแผนรับมือช่วงแหล่งเจดีเอหยุดจ่าย ซึ่งจะมีผลต่อการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งล่าสุดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ของภาคใต้จะอยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,600 เมกะวัตต์
เบื้องต้นสามารถจัดหาไฟฟ้าเสริมได้เป็น 2,300 เมกะวัตต์ แต่ยังคงขาดไฟฟ้าสำรองอีก 200 เมกะวัตต์ โดยขอให้ กฟผ.ห้ามหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว และให้เลื่อนออกไปก่อน พร้อมกับให้ประสานกับโรงไฟฟ้าเอกชนที่มีสำรองไฟไว้พร้อมจ่าย คาดว่าจะมีไฟฟ้าสำรองได้อีก 80 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ จะประสานกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้ประกอบการท่องเที่ยวรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้าลงน่าจะได้อีก 100 เมกะวัตต์ ซึ่งมั่นใจว่าจากการเตรียมพร้อมครั้งนี้จะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับแน่นอน
ด้านนายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 3 และหน่วยที่ 5 ของ ปตท. ว่า ได้รับรายงานในส่วนของโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 5 ซึ่งเกิดเหตุฟ้าผ่าอุปกรณ์ ขณะนี้เดินเครื่องได้เพียง 50% ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2556 และจะเดินเครื่องได้ทั้งหมดในช่วงเดือน เม.ย. 2557 ซึ่งช้ากว่าที่เคยกำหนดไว้จะเริ่มเดินเครื่องได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เฉลี่ยเดือนละ 1.8 แสนตัน ไปจนถึงเดือน มี.ค. 2557 แต่ถ้าสามารถเดินเครื่องได้เร็วขึ้นก็จะช่วยลดการนำเข้าแอลพีจีลงได้ประมาณ 2 หมื่นตันต่อเดือน โดยปัจจุบันมีภาระจ่ายนำเข้ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท
ด้านการใช้แอลพีจีในช่วง10 เดือนแรกของปี 2556 พบว่า การใช้ภาคครัวเรือนลดลง20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ เฉลี่ยวันละ 6,600 ตัน ในขณะที่การใช้ภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่วันละ 4,800 ตัน เป็นผลมาจากมาตรการเข้มงวดการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภท ทำให้การใช้แอลพีจีเข้าสู่ระบบจริงมากขึ้น ส่วนการนำเข้าแอลพีจีในช่วง 10 เดือนแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 แสนตันต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% โดยรัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการจ่ายชดเชยนำเข้าแล้ว 2.7 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ภาพรวมการใช้น้ำมัน กลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 8% เฉลี่ยที่ 22.4 ล้านลิตรต่อวัน ดีเซลปรับขึ้น 2% เฉลี่ยที่ 57 ล้านลิตรต่อวันและแอลพีจีเพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 2.02 หมื่นต่อเดือนและเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น11% อยู่ที่ 8.5 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ส่วนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงต.ค.56 มีทั้งสิ้น 9.4 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 937,608 ล้านบาท ลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน







