
นวัตกรรมเด็กหลังห้องรองเท้าพื้นเขียวและการเปลี่ยนแปลงทวีป
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
ผมไปเจอคำพูดหนึ่งใน Internet ที่ส่งต่อๆ กันมา อ้างว่าของอาจารย์เฉลิมชัย ซึ่งจริงๆ อาจารย์พูดเองหรือมีคนแอบอ้าง อันนี้ไม่รู้ได้ แต่อ่านปั๊บอึ้งทันที เหมือนโดนคำพูดตีแสกหน้า คำพูดอันนั้นก็คือ “ทุกอาชีพ ไม่มีไส้แห้ง ไม่ว่าอาชีพใดทั้งสิ้น ที่มึงไส้แห้ง ก็เพราะมึงกระจอก ใจมึงสูง มึงก็รอด ใจมึงกระจอก มึงก็จน” (อ่านแล้ว ก็เลยคิดต่อว่า ตกลง อะไรสูง อะไรกระจอก?) โอเค ตัดมาแค่เนี้ย เพราะคำพูดเต็มๆ มันแรงไป แต่จริงๆ มันทำให้ผมฉุกคิดว่า คนเราส่วนใหญ่เลือกไม่ได้ว่าจะทำอะไร แถมคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอะไรแล้วดี
พอเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรได้ดี ก็เลยทำงานแบบทั่วๆ ไป ผลก็คือ “กระจอก” แล้วก็เลย “จน”
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราเก่งอะไร เพราะตั้งแต่เด็ก เราก็เข้าโรงเรียน แล้วก็เรียนเหมือนๆ คนอื่น จากนั้นก็สอบวัดผล ข้อสอบเดียวกับเพื่อนๆ คือ วัดเรื่องเดียว ใช่!! วัดว่าใครท่องจำได้แม่นกว่ากัน ชีวิตในวัยเด็กของเด็กไทย จึงอยู่กับการเป็น Hard Disk ในการท่องจำและเก็บข้อมูลให้มากที่สุด เหมือนว่าเรากำลังลืมไปว่า เดี๋ยวนี้หน่วยความจำในระบบคอมพิวเตอร์มันมีราคาถูกลงเรื่อยๆ แถม Internet ในปัจจุบันก็มีข้อมูลแทบทุกเรื่องที่เราอยากรู้ ขอเพียงเราตั้งคำถามใน Google ให้ถูกประเด็น เดี๋ยวก็จะได้ข้อมูล ทุกอย่างที่เราต้องการเพียงปลายนิ้ว
ที่พูดมา เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่โลกเคลื่อนไปข้างหน้ามันเปลี่ยนความสำคัญของข้อมูล ซึ่งเดิมทีใครมีข้อมูลก็คือ คนที่ได้เปรียบ...กลายเป็นเดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็มีข้อมูลแล้ว ตกลงว่าถ้าตัวข้อมูลไม่สำคัญแล้วไอ้การที่เราต้องมานั่งท่องจำข้อมูล ก็ย่อมมีความสำคัญน้อยลงนั่นแหละ ใช่เลย
ผลลัพธ์ที่เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน คือ เด็กเก่งในยุคนี้ที่เริ่มเข้ามาทำงาน พบว่า “เจอทางตัน” เพราะระบบการเรียนการสอนประเทศไทย อย่างที่เรารู้กันดี ก็คือ ยังเน้นการท่องจำเป็นหลัก
เอาล่ะ ปัญหาที่หลายๆ คนพบก็คือ “ทำงานแล้วแป้ก ทั้งที่เราเป็นนักเรียนที่เรียนระดับหัวกะทิมาตลอด” คุณว่าเพราะอะไร? ที่มันโหดร้ายกว่านั้นสำหรับเด็กเรียนเก่งก็คือ “เด็กหลังห้อง” เขาวิ่งแซงหน้าทั้งหน้าที่การงานและชื่อเสียงในสังคม “คุณรู้ไหมว่า วันนี้ถ้าเอาผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไทยมานั่งรวมกัน เราจะพบว่า ครึ่งหนึ่งเป็นเด็กหลังห้อง” ผมคุยกับพี่ต่อ ผู้บริหารของรองเท้านันยาง เขาบอกผมว่า “แพ้ทรู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้เด็กหลังห้องที่ใส่นันยาง วันนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของประเทศไทยแล้ว” พี่ต่อรู้สึกภูมิใจมากที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะเขาได้สร้างนวัตกรรม “เด็กหลังห้อง ผ่านรองเท้าพื้นเขียวระดับตำนาน”
ผมถามพี่ต่อว่า “พี่จะเอาไงต่อ วันนี้นันยางหลังห้องก้าวขึ้นมาเป็น Elite ของเมืองไทยแล้วยังไงต่อ?” พี่ต่อตบบ่าผมแล้วบอกว่า “ป้ายต่อไป AEC ไงไอ้น้อง” พี่จะประกาศกร้าวทั่วทั้งทวีปเอเชียว่า โลกยุคใหม่จะขับเคลื่อนด้วยเด็กหลังห้อง”
เฮ้ย! จากอาจารย์เฉลิมชัย ไฉนมาถึงเรื่องของรองเท้านันยางและเด็กหลังห้องได้ ครับ!! ผมว่าจริงๆ มันเป็นเรื่องดียวกัน เพราะวันนี้สิ่งที่หลายๆ คนเข้าใจ คือ เข้าใจว่าโลกมันเหมือนเดิม ใช่!! มันใบเดิม แต่บทบาทและวัฒนธรรม รวมทั้งการกำหนดบทบาทของสังคมมันเปลี่ยน เอาภาษามนุษย์ เราจะพูดว่า “วิถีสู่ความสำเร็จของปัจจุบัน มันต่างจากอดีตแบบพลิกผ่ามือ คือ เปลี่ยนแบบกลับหัว” ดังนั้นใครก็ตามที่ยังคิดว่า แนวทางความสำเร็จแบบเดิมๆ จะพาตัวคุณสู่ความสำเร็จบ้าง ให้นั่งทบทวนดีๆ ว่า “ใช่หรือ?”
“แล้วเริ่มคิดอย่างไรดี” จริงๆ ก็ไม่ยาก มันต้องเริ่มจากการไม่คิดแบบคนส่วนใหญ่ที่ไม่กล้าทำอะไรแตกต่าง เพราะกลัวว่าสิ่งที่ทำมันไม่มีตลาด ไม่มีคนซื้อ หรือมันเสี่ยงเกินไปที่จะเสนอและทำอะไรที่องค์กรเราไม่เคยทำ แต่เชื่อผมเถอะ คนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ มันเริ่มจากที่เขา “แปลก!!” อย่าง iPhone ทำมาก่อนที่คนจะรู้ว่า จริงๆ เขาต้องการโทรศัพท์แบบ iPhone จากนั้นโลกทั้งโลกก็เปลี่ยนรูปทรงมาตามแบบ iPhone ...ชื่อของ|ผู้ยิ่งใหญ่ มักนำหน้าว่า “นักปฏิวัติ” ลองดูซิ ลองคิดอะไรบ้าๆ ดู (บ้าแต่ต้องมีประโยชน์) หากวันใดที่เราเริ่มเอาไอเดียนั้นบ้าๆ มาทำให้เกิดจริงๆ ...ผมว่าคุณอาจะเป็น Steve Jobs คนต่อไปก็ได้นะ
“ทุกอาชีพ ไม่มีไส้แห้ง” อันนี้จริงเพิ่มขึ้น เพราะวันนี้ใครทำอะไรเก่งแบบ “ดีที่สุดในจุดที่ยืน” ของทุกอาชีพ บอกได้เลยว่ารวยหมด เพราะช่องทางระหว่างสินค้าถึงลูกค้า มันเปิดกว้างมากๆ ทั้ง Internet และ Social Network เปิดประตูให้เราหมด ขอให้ “ของคุณดีจริง” ของดีรวมถึงตัวคุณก็เหมือนของด้วย วันนี้คุณตันสอนเข้า เรารู้ว่า “ตัวเรา” สามารถมีมูลค่ามหาศาล หากเรารู้จักมอง “ตัวเรา” เป็นสินค้า แล้วสร้าง Value อย่างที่คุณตันทำ เอ้า!! หมักแลกหมัด โออิชิ ชน อิชิตัน ... ผมว่า Value จริงๆ ก็อยู่ที่ “คุณตัน” นั่นแหละ เอาบ้างดิ!!







