
หายนภัยต้นทุนสุดแพง
แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่ชาวฟิลิปปินส์ยังไม่พ้นฝันร้ายจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่พัดถล่มเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกนับล้านยังรอความช่วยเหลือ
แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่ชาวฟิลิปปินส์ยังไม่พ้นฝันร้ายจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่พัดถล่มเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกนับล้านยังรอความช่วยเหลือ
นอกเหนือจากความเสียหายในแง่จำนวนผู้เสียชีวิตและทรัพย์สิน หายนะครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนสะท้อนถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หนักหนาขึ้น และกำลังเป็นต้นทุนราคาแพงสำหรับมนุษยชาติ
ประเมินกันว่า ภาวะโลกร้อนสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกปีละกว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้จีดีพีโลกหายไปปีละราว 1.6% แถมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ไม่นับรวมกรณีเกิดการหลอมละลายของก๊าซมีเทนที่จับแข็งในมหาสมุทรขึ้นสู่บรรยากาศจากการที่โลกอุ่นขึ้น ซึ่งอาจก่อต้นทุนมากถึง 60 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากภาวะโลกร้อน เพราะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากสุด เห็นได้จากการประเมินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่ประเมินว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2544-2553 ในภูมิภาคนี้ กระทบกับผู้คนกว่า 200 ล้านคน คิดเป็น 90% ของทั้งโลก
น่าสังเกตว่า ในแต่ละปีความเสียหายทางเศรษฐกิจจากหายนภัยในเอเชียแปซิฟิก คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีแค่ 5% ของความเสียหายในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ที่ได้ทำประกันภัยไว้
สำหรับฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศที่ประสบภัยพิบัติเป็นลำดับต้นๆ ในภูมิภาค และมีชื่อติดโผมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอันดับ 3 ของโลกในทำเนียบของสถาบันเพื่อความมั่นคงของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติ
แต่ละปีฟิลิปปินส์ต้องเผชิญพายุไต้ฝุ่นเฉลี่ย 20 ลูก และเมื่อนับจากปี 2545 เป็นต้นมา ฟิลิปปินส์เผชิญภัยธรรมชาติรวม 182 ครั้งแล้ว
ไม่เพียงต้นทุนมนุษย์ที่ฟิลิปปินส์ต้องสูญเสีย ต้นทุนจากภัยพิบัติก็สูงเช่นกัน ในปี 2552 ต้นทุนส่วนนี้มีสัดส่วนถึง 2.9% ของจีดีพีทั้งประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หากมนุษย์ยังไม่เอาจริงเอาจังเพื่อชะลอภาวะโลกร้อน ก็อาจต้องเตรียมตัวหากธรรมชาติจะเอาคืน







