posttoday
จากใจ"โสภาวดี"กับ 4 ปี เลขาธิการ กบข.

จากใจ"โสภาวดี"กับ 4 ปี เลขาธิการ กบข.

19 พฤศจิกายน 2556

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

จากคนฟากตลาดทุนที่คลุกคลีอยู่ในหน่วยงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กว่า 20 ปีของ “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” เมื่อได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งเป็น “เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นมา ถึงสิ้นปี 2556 นี้ จะครบวาระการรับตำแหน่ง 4 ปี หรือ 1 สมัย ซึ่งผู้หญิงทำงานคนนี้บอกว่า ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของเธอไม่น้อย

เธอย้อนให้เห็นว่า ก่อนที่เธอจะมาดำรงตำแหน่งที่แห่งนี้ มีเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบอัตราผลตอบแทนการลงทุนของสมาชิกตั้งแต่ปี 2551 มีวิกฤตซับไพรม์ที่หุ้นทั่วโลกต่างตกระนาว ซึ่งรวมหุ้นไทยที่ดิ่งลงแรงกว่า 40% และตลอด 10 ปีที่ก่อตั้ง กบข.มา มีเพียงปีเดียวคือ ปี 2551 ที่ผลตอบแทนของสมาชิกติดลบ 5% และส่งผลต่อเนื่องยังปีต่อมาที่สมาชิกเรียกร้องว่าต้องการรับสิทธิเป็นแบบบำนาญเหมือนเดิม เพราะการเป็นสมาชิก กบข.เป็นสภาพบังคับ และตามมาเรื่อง กบข.ถูกตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเธอนำเหตุการณ์ทั้งหมดมาประมวลผลจากที่มองเห็นปัญหาแล้ว ทำให้เกิดโจทย์ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การเรียกความเชื่อมั่นขององค์กรจากสาธารณชนให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ จึงเกิด 3 ภารกิจหลักในการทำงานตลอด 4 ปีนี้ คือ ข้อแรก การลงทุนที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาวเพื่อเพียงพอของเงินสำหรับสมาชิกใช้ในวัยเกษียณ โดยใช้กลยุทธ์ 2 อย่าง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนที่มีการกำหนดชัดเจนว่าต้องจัดสรรการลงทุนทั้งระยะสั้นระยะยาวตราสารทุนตราสารหนี้ เพื่อบริหารความเสี่ยงระหว่างทางที่อาจเจอความผันผวนได้ ซึ่งทั้งหมดต้องบริหารให้ชนะเงินเฟ้อและให้อัตราผลตอบแทนที่มากกว่า 2.5% โดยที่ความเสี่ยงไม่สูงมาก และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ได้พยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการขยายการลงทุนทางเลือกไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตั้งแต่การไปลงทุนในบริษัทหรืออสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานแบบการลงทุนโดยตรงในสินทรัพย์นั้นๆ และไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ไพรเวตอิกวิตี้) ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ให้อัตราผลตอบแทนระยะยาว 5-7 ปี เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหาร อีกทั้งส่วนใหญ่อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ในระดับสูงประมาณ 15-20%

ทว่า การนำไปสู่จุดหมายนั่นได้ต้องเปลี่ยนหลักคิดใหม่ จากเดิมที่จัดกลุ่มหลักทรัพย์ตามประเภทสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ โภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ เป็นการจัดกลุ่มตามบทบาท เช่น กลุ่มหลักทรัพย์ปลอดภัย เพราะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและความเสี่ยงต่ำ อย่างตราสารหนี้รัฐไทยต่างประเทศ

กลุ่มหลักทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลักทรัพย์ปลอดภัยแต่ความเสี่ยงต่ำกว่า หรือกลุ่มหลักทรัพย์ที่ประมาณความเสี่ยงล่วงหน้าได้ อย่างตราสารหนี้เอกชนและตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่

กลุ่มหลักทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อที่จะให้ผลตอบแทนชดเชยรายได้แท้จริง อย่างโภคภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ และกลุ่มหลักทรัพย์เพื่อการเติบโต ที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนของกองทุน อย่างหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือกิจการที่อยู่นอกตลาด

“หลักคิดเพื่อการลงทุนระยะยาวมีประโยชน์มาก เพราะจะมีความยืดหยุ่นตามความสามารถจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หลักทรัพย์ที่ควรลงทุน คือ ตราสารทุน เพราะจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูง และถึงเดือน ต.ค. 2556 สถานะกองทุน กบข.ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยนับแต่ตั้งกองทุนอยู่ที่ 6.96% และมีสินทรัพย์กองทุน กบข.อยู่ที่ 6.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2552 ที่ 4.28 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนอกจากเป็นการเพิ่มขึ้นตามจำนวนสมาชิกแล้ว ยังเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหุ้นเป็นสำคัญ”

ข้อสอง การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความเข้าใจให้สมาชิกรู้สึกว่า การเป็นสมาชิก กบข.ดีกว่าการไม่เป็นสมาชิก พร้อมสื่อสารออกไปว่า การลงทุนนั่นมีโอกาสที่จะขาดทุนได้และการไม่เสี่ยงคือการเสี่ยงมากที่สุด ซึ่งทั้งหมดจะใช้วิธีการสร้างความพึงพอใจ เช่น ให้ความรู้วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ การให้สมาชิกออกเพิ่มได้จากเงินที่ถูกหักและรัฐบาลออกให้เพิ่มเติม จัดสวัสดิการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และผลักดันร่างกฎหมายเปิดให้สมาชิกสมัครใจเลือกว่าจะเป็นสมาชิก กบข.ต่อหรือลาออกไป ซึ่งตรงนี้ผ่านการตีความจากพระราชกฤษฎีกาแล้วรอการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างเร็วสิ้นปีนี้หรือประมาณไตรมาสแรกปีหน้า ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายพันธมิตรในการเป็นวิทยากรเพื่อสื่อสารไปยังส่วนราชการอื่นที่มีสมาชิก กบข.อยู่ ซึ่งท้ายสุดทำให้สมาชิกมีความพึงพอใจใน กบข.เพิ่มขึ้นเป็น 95% จากเดิมที่น้อยกว่านี้ และข้อสุดท้าย ทำให้ กบข.เป็นองค์กรที่โปร่งใสในทุกขั้นตอนและทุกกระบวนการของการทำงาน เช่น มีการคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือบริษัทที่เข้าไปลงทุนให้รับหลักการเรื่องธรรมาภิบาลก่อนที่จะเข้าไปลงทุน

“โสภาวดี” บอกถึงความรู้สึกที่เข้ามาทำงานที่ กบข. ว่า มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการทำงานที่ ตลท. เพราะงานที่ ตลท. แม้เราจะเป็นตัวกลางในการหารือ สอบถามความคิดเห็น (เฮียริ่ง) กับคนในอุตสาหกรรม เช่น โบรกเกอร์ การสรรหาหรือออกแบบผลิตภัณฑ์แบบใหม่ออกมาเพื่อตอบสนองกับความต้องการผู้ลงทุน หรือการเชิญชวนบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์เห็นประโยชน์การใช้ตลาดทุนในการขยายธุรกิจ เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แต่การตัดสินใจในการดำเนินการทั้งหมดเป็นเรื่องของบริษัทหรือโบรกเกอร์นั้นๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ผิดกับงานที่ กบข. ที่แม้เราต้องเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารในการลงทุนระหว่างสมาชิกกับบริษัทหรือสินทรัพย์ที่เราไปลงทุน ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกเกือบ 1.2 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดมีการคาดหวังผลตอบแทนไว้กับองค์กรเรา และที่สำคัญ คือ กบข.ต้องตัดสินใจในการลงทุนให้สมาชิกในทุกอย่าง ฉะนั้นความกดดันจึงแตกต่างกันมาก

นอกจากนั้น เธอต้องหันมาเรียนรู้เรื่องมุมมองการลงทุนมากขึ้น ต้องลงมาใช้เชิงวิเคราะห์อัลฟาหรือเบตาของหุ้น ทำให้เข้าใจมุมการทำงานระหว่างหน่วยงานตลาดทุนกับภาคราชการมากขึ้น เมื่อได้เข้ามารับรู้กระบวนการว่า การจะผ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้มีกระบวนการของมันที่จะใช้เวลาในการอนุมัติหรือผ่านไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องท้าทายความสามารถของเธอมากที่ต้องเรียนรู้ใหม่

ทว่า หลักของการทำงานทั้งสองที่นี่มีความคล้ายกันอยู่ตรงที่ “การเป็นนักบริหาร” ที่เรามีหลักในการบริหารคน โดยเฉพาะหลักในการสื่อสารบอกกล่าวหรือส่งต่อไปยังพนักงานองค์กรหรือสมาชิกของ กบข.ที่มีกว่า 1.18 ล้านคน ให้ได้ว่า กบข.พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาอัตราผลตอบแทนของสมาชิกให้มากที่สุด และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในระยะยาว 5-7 ปี อีกทั้งลงทุนในตลาดสารหนี้ 60% ซึ่งมีความเสี่ยงน้อย และตราสารทุนเพียง 40%

แม้สิ้นปีนี้ “โสภาวดี” จะหมดวาระจากตำแหน่งเลขาฯ กบข. แต่ผู้หญิงทำงานที่อายุ 60 ปีคนนี้ บอกอย่างชัดเจนว่า จะให้เธอหยุดทำงานไปเลยเห็นทีคงอยู่ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาตลอดชีวิตมีสิ่งที่ต้องคิด ต้องบริหาร และตัดสินใจมาตลอด ดังนั้นเธอมีความตั้งใจอย่างมากที่จะเอาประสบการณ์และหลักการบริหารการทำงานของ 2 หน่วยงาน ไปส่งต่อความรู้ทางด้านไหนด้านหนึ่ง และปัจจุบันมีเพียง 1 ตำแหน่งที่เธอได้เข้ามาช่วยสานต่องานด้านตลาดทุน คือ การเป็นคณะกรรมการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่วนงานด้านอื่นๆ นั้นคงต้องติดตามดูกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์