
การเมืองป่วนทุบท่องเที่ยว
ปัญหาการเมืองตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549 ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลายครั้ง
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ปัญหาการเมืองตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549 ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลายครั้ง อีกทั้งยังส่งผลให้ทุกอุตสาหกรรมของประเทศไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีความอ่อนไหวต่อทุกเหตุการณ์
ล่าสุดการชุมนุมต่อต้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ลุกลามถึงขั้นขับไล่รัฐบาลและถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ ได้สร้างความวิตกแก่คนวงการท่องเที่ยวให้ต้องลุ้นและจับตาความเคลื่อนไหวชนิดวันต่อวัน เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นักท่องเที่ยวหลายตลาดเดินทางมาเข้าประเทศไทยแล้ว ขณะที่บางตลาดอย่างยุโรป อเมริกา อยู่ระหว่างการตัดสินใจและพร้อมที่จะยกเลิกได้ทันที หากการเป่านกหวีดในครั้งนี้มีสัญญาณความรุนแรงเกิดขึ้น
ศิษฎิวัชร ชีวรัตรพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ชี้ว่า หากเกิดความรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต เชื่อว่าตลาดระยะใกล้อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น จะยกเลิกการเดินทางทันที ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะปรับกลยุทธ์หรือแผนการตลาดอย่างไรให้ทันต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และผู้ประกอบการต้องพึ่งตัวเองมากกว่าหวังพึ่งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองสงบลง รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะใช้วิธีเดินสายทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวกับประเทศอื่น เช่น การดึงนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา มีการลดราคาแพ็กเกจทัวร์ สินค้าการท่องเที่ยว ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ซึ่งเอกชนได้พยายามปรับภาพลักษณ์มาโดยตลอด แต่มีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถดำเนินการและปรับภาพลักษณ์ได้ในทันที
“หากมีความรุนแรง การท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบชัดเจนช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนจะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์”
ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) มองว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้วางแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กลับทำเพียงแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านั้น ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งการเติบโตเกิดจากการขับเคลื่อนของเอกชนและเป็นไปตามกลไกตลาด โดยสถานที่ท่องเที่ยวของไทยเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั่วโลก วัดได้จากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่องทุกปีภายหลังการเมืองสงบลง
หากการเมืองไม่วุ่นวาย เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ และเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านการท่องเที่ยวในอาเซียนจะไม่ไกลเกินเอื้อม
ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เล่าว่า สทน.ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงควรส่งตัวแทนจากพรรคใหญ่ หรือพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลเข้ามากำกับดูแล เพื่อให้มีอำนาจตัดสินใจด้านบริหารจัดการ สามารถเชื่อมโยงและประสานการทำงานกับกระทรวงอื่นได้
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีโครงการขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และยังไม่มีแผนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง จึงควรปรับในส่วนนี้ด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่มีแผนส่งเสริมคนไทยท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งที่ในอนาคตเตรียมปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติและต่างประเทศเป็นอย่างละครึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงกรณีมีปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเกิดขึ้น
สำหรับการชุมนุมครั้งนี้ ยุทธชัย ประเมินว่า จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงไฮซีซั่น ลดลง 2030% เพราะบรรยากาศไม่เอื้อให้คนวางแผนเที่ยว
จากมุมมองดังกล่าว คงเห็นแล้วว่า แม้ว่าวิกฤตการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา จะสั่นคลอนภาคการท่องเที่ยว แต่เมื่อเหตุการณ์ปกติ นักท่องเที่ยวก็พร้อมกลับมา สะท้อนได้ว่าประเทศไทยยังน่าเที่ยว ดังนั้น หากทุกฝ่ายร่วมกันหาทางลงให้กับปัญหาการเมืองได้สำเร็จ ขณะที่รัฐบาลใส่ใจและวางแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยอย่างจริงจัง รายได้ 2.2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 คงไม่ไกลเกินเอื้อม







