posttoday
จับตาดูตัวเลข GDP ไตรมาส 3

จับตาดูตัวเลข GDP ไตรมาส 3

18 พฤศจิกายน 2556

ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเมืองที่กลับมามีความร้อนแรงเพิ่มขึ้น อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยอยู่

ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเมืองที่กลับมามีความร้อนแรงเพิ่มขึ้น อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยอยู่

นอกจากนี้ อาจมีการขายเพิ่มเติมหากการเมืองมีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน สภาพัฒน์จะประกาศตัวเลข GDP สำหรับไตรมาสที่ 3 ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่โดยรวมยังชะลอตัวลงอยู่

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเครื่องชี้เศรษฐกิจรายเดือนจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ยังไม่เห็นสัญญาณที่กระเตื้องขึ้นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในประเทศเองหรือการส่งออกเองก็ตาม

นอกจากนี้ จะได้เห็นปัจจัยจากต่างประเทศ อาทิ ตัวเลขด้านการผลิตจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ สำหรับเดือน พ.ย. รวมถึงรายงานการประชุมของ FOMC เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเรามองว่าอาจไม่ได้สร้างปฏิกิริยาจากตลาดมากนัก แต่จะให้คำใบ้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของคณะกรรมการการเงินสหรัฐ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีโมเมนตัมที่ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน หลังจากที่สหรัฐประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของเดือน ต.ค. ซึ่งออกมาดีกว่าการคาดการณ์ โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากถึง 204,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้การคาดการณ์เรื่องมาตรการ QE กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง และส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ช่วงปลายสัปดาห์ คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาของสหรัฐ รับรองนางเจเน็ต เยลเลนเป็นประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งในพิธีการรับรองนี้ เธอได้แสดงวิสัยทัศน์ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทั้งตลาดหุ้นและพันธบัตรในสหรัฐปรับตัวดีขึ้น แต่ตลาดในเอเชียและไทยยังไม่ได้รับผลอานิสงส์เรื่องของการคาดการณ์ว่าจะคง QE เอาไว้ สำหรับประเทศไทยเอง มีปัจจัยภายในกดดันตลาดเพิ่มเติม อาทิ ความตึงเครียดเรื่องคำตัดสินปราสาทพระวิหาร ความตึงเครียดเรื่องการเมืองหลังการประกาศยกระดับการชุมนุม ปัจจัยเหล่านี้สร้างแนวโน้มเชิงลบในสายตาของนักลงทุน สะท้อนจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย โดยมีจำนวนการขายสุทธิที่ 1.53หมื่นล้านบาท และ 1.36 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับในตลาดพันธบัตร ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ไม่รุนแรงนัก โดยต้นทุนการกู้ยืมผ่านพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 3.99% มาอยู่ที่ 4.06% สำหรับหุ้นกู้ของภาคเอกชน ในตลาดแรก มีหุ้นกู้กลุ่มเงินทุน อันดับเครดิต BBB+ อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.8% จำนวน 5,000 ล้านบาท เสนอขายนักลงทุนทั่วไป

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลอดสัปดาห์เงินบาทอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศ ทั้งประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการตัดสินพื้นที่ปราสาทพระวิหารของศาลโลกที่เป็นประเด็นร้อน ช่วงกลางสัปดาห์ประเด็นเรื่องการเมืองผ่อนลงบ้าง แต่ปลายสัปดาห์กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลประกาศยกระดับการชุมนุม ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดรอบสัปดาห์ที่ 31.60 กระทรวงพาณิชย์ยังออกมาปรับลดการคาดการณ์ตัวเลขส่งออกในปี 2556 จาก 4% เหลือเพียง 1% ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่ต่ำกว่าคาดในช่วง9 เดือนแรกของปี ทำให้มุมมองเรื่องปัจจัยพื้นฐานเองดูไม่ดีเท่าใดนัก ณ วันศุกร์ ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงมากอยู่ที่ระดับ 31.60 (เวลาประมาณ17.00 น.)

ค่าเงินยูโรปรับลงมาปิดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 1.3436 ส่วนค่าเงินเยน ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 100.37

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน