
ชิปการ์ด
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าที่ถือบัตรเอทีเอ็มของหลายธนาคารถูกดูดข้อมูลจากแถบแม่เหล็กหลังบัตรเอทีเอ็มด้วยวิธีการสกิมมิ่ง และใช้กล้องรูเข็มแอบดูรหัสเอทีเอ็มของลูกค้า สร้างความเสียหายให้กับลูกค้าเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้ธนาคารหลายแห่งเริ่มนำเอาบัตรเครดิตติดไมโครชิปเข้ามาใช้ทดแทนบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็กเก็บข้อมูล
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าที่ถือบัตรเอทีเอ็มของหลายธนาคารถูกดูดข้อมูลจากแถบแม่เหล็กหลังบัตรเอทีเอ็มด้วยวิธีการสกิมมิ่ง และใช้กล้องรูเข็มแอบดูรหัสเอทีเอ็มของลูกค้า สร้างความเสียหายให้กับลูกค้าเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้ธนาคารหลายแห่งเริ่มนำเอาบัตรเครดิตติดไมโครชิปเข้ามาใช้ทดแทนบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็กเก็บข้อมูล
เทคโนโลยีไมโครชิปจะเก็บข้อมูลทางการเงินของลูกค้าไว้โดยไม่สามารถที่จะคัดลอกข้อมูลได้ง่ายเหมือนแถบแม่เหล็ก ซึ่งจะต้องติดเครื่องอ่านข้อมูลในชิปบนเครื่องเอทีเอ็มด้วย โดยธนาคารจะต้องลงทุนเพิ่มทั้งเปลี่ยนตู้เอทีเอ็มและผลิตบัตรติดชิป แต่ก็คุ้มค่าที่จะช่วยลดความสูญเสียของธนาคารที่ได้รับจากการต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกค้าเมื่อถูกโจรกรรมข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตไป
แม้เทคโนโลยีชิปการ์ดจะช่วยลดการสกิมมิ่งได้มาก แต่มิจฉาชีพก็พยายามหาวิธีการใหม่ๆ มาฉ้อโกง ล่าสุดในต่างประเทศได้พบวิธีที่มิจฉาชีพใช้วัตถุปลายแหลม หรือปลายมีดคัตเตอร์แกะชิปซึ่งเป็นแถบบันทึกข้อมูลติดบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ออก และนำชิปที่ไม่มีข้อมูลมาติดแทนชิปเก่า เพื่อนำข้อมูลไปโจรกรรมเงินในบัญชี
วิธีการเช่นนี้ได้ระบาดในมาเลเซียแล้วแต่ยังไม่ได้เข้ามาในไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ก็ควรจะต้องระวังป้องกัน ด้วยการหารือร่วมกับผู้ประกอบการผลิตบัตรติดชิปให้ผลิตบัตรที่มีคุณภาพ ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพแกะชิปออกไปได้โดยง่าย แม้ว่าเหตุดังกล่าวยังไม่เกิดในไทยก็ตาม
ส่วนตู้เอทีเอ็มที่ต้องนำเครื่องอ่านชิปไปติดตั้ง ธนาคารคาดว่าในเดือนพฤษภาคมติดตั้งจำนวน 600 ตู้ มิถุนายนติดตั้งเป็น 4,000 ตู้ และภายในสิ้นปีนี้จะติดตั้งได้ทั้งหมด 6,000 ตู้
เมื่อปี 2540 ธนาคารกรุงเทพออกบัตรเดบิตเป็นครั้งแรกในช่วงเวลานั้นเรียกว่า บัตรบีเฟิสต์โดยใช้เทคโนโลยีแถบแม่เหล็ก แต่หลังจากนักโจรกรรมข้อมูลใช้เครื่องสกิมเมอร์ (skimmer) สามารถขโมยข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีแถบแม่เหล็กได้อย่างง่ายดาย
จึงทำให้ธนาคารหันมาลงทุนใช้เทคโนโลยีชิปที่มีต้นทุนสูงกว่าบัตรแถบแม่เหล็ก ต้นทุนสำหรับบัตรเดบิตติดชิป 10 บาทต่อบัตร จากเดิมที่บัตรแถบแม่เหล็กมีต้นทุน 45 บาทแต่ข้อดีของเทคโนโลยีชิปสามารถบรรจุความจำได้มากกว่าหลายเท่าหรือบรรจุความจำได้ 2 M ขณะที่แถบแม่เหล็กบรรจุความจำ 512 K
การลงทุนของธนาคารกรุงเทพถือว่าเป็นการหวังผลระยะยาวเพราะปริมาณการใช้บริการชำระเงินผ่านบัตรเดบิตเริ่มสูงขึ้นหรือมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน จากร้านค้าทั้งในและต่างประเทศที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน 100,000 ร้าน
ธีระ อภัยวงศ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ยอมรับว่าในปีนี้มูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตลดลงบ้าง เพราะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมาธนาคารได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งด้านอุปกรณ์และโปรแกรมเพื่อรองรับนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เริ่ม ตั้งแต่ปี 2548 ธนาคารนำเทคโนโลยีชิป EMV มาติดในบัตรเครดิต แทนบัตรแม่เหล็กและปรับปรุงระบบการรับบัตรเครดิตของร้านค้า ให้สามารถรับบัตรชิปในปี 2550 เปิดตัวบัตรบีเฟิสต์ บีทีเอสบัตรเดบิตที่ใช้เทคโนโลยีไร้การสัมผัสเพื่อใช้บริการโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและในปี 2551 ได้เปิดตัวบัตรวีซ่า บลูเวฟ บัตรเครดิตที่ใช้เทคโนโลยีที่ไร้การสัมผัส
การพึ่งพิงเทคโนโลยีของสถาบันการเงินมีเป้าหมายให้บริการเข้าถึงผู้ใช้บริการได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ก็ต้องมีการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่หาวิธีขโมย ข้อมูลของลูกค้าจึงทำให้การลงทุนของธนาคารไม่มีที่สิ้นสุด







