
หุ้นไทยปิดตลาดบวก4.97จุด
ตลาดหุ้นไทยยังแผ่วซื้อขายเบาบาง จับตาปัจจัยการเมือง ปิดตลาดบวกไม่ถึง 5 จุด
ตลาดหุ้นไทยยังแผ่วซื้อขายเบาบาง จับตาปัจจัยการเมือง ปิดตลาดบวกไม่ถึง 5 จุด
วันนี้ (15 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,420.66 จุด เพิ่มขึ้น 4.97 จุด หรือ 0.35% มูลค่าการซื้อขายกว่า 27,184.68 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
1.TRUE ปิดที่ 9.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,901.86 ล้านบาท
2.JAS ปิดที่ 8.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,737.20 ล้านบาท
3.CPALL ปิดที่ 41.25 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,580.29 ล้านบาท
4.ADVANC ปิดที่ 235.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,503.79 ล้านบาท
5.INTUCH ปิดที่ 78.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 867.61 ล้านบาท
บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าจะเป็นช่วงที่ตลาดถูกปัจจัยลบกดดันอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศตัวเลข GDP Growth งวดไตรมาส 3 ในวันที่ 18 พ.ย.56 โดยฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 3.1% (ค่ากลางที่ตลาดคาดไว้คือ 3.7%) หากตัวเลขออกมาน้อยกว่าที่คาดมาก อาจกระทบกับการเติบโตทั้งปี
นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองในประเทศเข้าสู่ช่วงเข้มข้นเริ่มจากวันที่ 20 พ.ย. 2556 ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่มีผู้ร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 (ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองฯ) ซึ่งหากคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่เห็นว่าขัดต่อมาตรา 68 ผลที่ตามมาก็ดูค่อนข้างร้ายแรง เนื่องจากจะนำไปสู่การยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง ของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ลงชื่อสนับสนุนจำนวน 312 – 319 คน (ข้อมูลที่เปิดเผยผ่านสื่อมี 2 ตัวเลข) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ได้ แต่หากคำวินิจฉัยของศาลออกมาในแนวทางที่เห็นว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มผ่อนคลายลงได้บ้าง
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตามได้แก่ การเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นไปได้ที่จะต้องเห็นการยื่นญัตติในสัปดาห์นี้ เนื่องจากสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งนี้จะจบลงในวันที่ 28 พ.ย. 2556
ฝ่ายวิจัยมองว่า หากผ่านสัปดาห์หน้าไปได้ด้วยดี แรงกดดันตลาดน่าจะเบาลง หลังจากนั้นตลาดน่าจะได้แรงหนุนจาก แรงขายที่เบาลงของนักลงทุนต่างชาติ (หลังขายสุทธิไปอย่างโหด 11 วันติดกว่า 2.18 หมื่นล้านบาท และทำให้ยอดขายสุทธิตั้งแต่ 5 ก.พ. 56 – ปัจจุบัน สูงถึง 1.4 แสนล้านบาท) แรงเก็งกำไรต่อการพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน ของวุฒิสภา การเข้าซื้อ LTF อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เชื่อว่า ช่วงปลายเดือน พ.ย.56 จะเป็นช่วงที่ตลาดย่ำแย่ที่สุด และน่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. 2556 จากสถิติตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ดัชนีจะมีการปรับเพิ่มในเดือน ธ.ค. ทุกปี เฉลี่ยแล้วกว่า 4% (จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนเฉลี่ยกว่า 3%)
ดังนั้นแนะนำให้ ลดพอร์ตให้ ถือเงินสด 70% และถือหุ้น 30% โดยให้เลือกสะสมหุ้น BECL, TICON, CPN, ADVANC, PYLON







