
ชี้ม.190เอื้อต่อรอง
ห่วงปรับแก้กระทบเจรจาวงอาเซียนเชื่อรวมประชาคมไม่สะดุดแม้ยุบสภา
ห่วงปรับแก้กระทบเจรจาวงอาเซียนเชื่อรวมประชาคมไม่สะดุดแม้ยุบสภา
หวั่นแก้มาตรา 190 ทำไทยเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำอาเซียน เชื่อยุบสภาไม่กระทบรวมประชาคม
นายปิติ ศรีแสงนาม รองผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 190 เดิมก่อนมีการแก้ไขต้องมองใน 2 มิติ 1.เป็นอุปสรรคทางการค้า เนื่องจากกระบวนการต่างๆ ตามมาตรา 190 นั้นใช้เวลานานมีขั้นตอนมาก ต้องกลับมาขออนุมัติจากรัฐสภา ทำให้เป็นอุปสรรคในการเดินหน้าเศรษฐกิจระหว่างประเทศ2.เป็นประโยชน์ในการเจรจาต่อรอง เพราะจะสามารถยกมาตรา 190 มาเป็นข้ออ้างในการเจรจาระหว่างประเทศได้
ทั้งนี้ เชื่อว่าภาครัฐพยายามแก้มาตราดังกล่าว เพราะมองเป็นอุปสรรค แต่ส่วนตัวคิดว่าไทยควรคงมาตรา 190 ไว้ตามเดิม เนื่องจากมีสาระสำคัญที่จำเป็นต่อประเทศ และเป็นเครื่องมือในการเจรจากับอาเซียน
“เวลาเราเจรจากับประเทศอื่นเราเจรจาแค่มิติการค้า แต่ในอาเซียนเราเจรจากันทุกมิติทั้งการเมืองและความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นหากเราแก้ไขจะทำให้สูญเสียเครื่องมือในการต่อรองและมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำในเวทีอาเซียน” นายปิติ กล่าว
สำหรับทางออกของเรื่องดังกล่าวไม่ควรอยู่ที่การแก้ไขกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เจรจาต้องใช้มาตรา 190 ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่ใช้ในทุกสถานการณ์จนทำให้ล่าช้า ส่วนรัฐสภาต้องมีคนที่มีความรู้และประสิทธิภาพ เลือกพิจารณาเรื่องที่เป็นประโยชน์และสำคัญต่อประเทศก่อน
นายปิติ กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มออกมาขับไล่รัฐบาลโดยยกประเด็นการแก้ไขมาตรา 190 นั้น มองว่าควรเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและให้กลายเป็นทางออกที่ยั่งยืน ได้คนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาทำงานในรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาเชื่อว่าจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทยทั้งมิติในประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับในประเทศนั้น บุคลากรและหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องอาเซียนน่าจะเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาสานงานด้านอาเซียนต่อ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกชุดต้องการทำ
ขณะที่ด้านต่างประเทศมีข้อผูกพันทางกฎหมายอยู่แล้ว รัฐบาลใหม่ต้องมาดำเนินการต่อ แต่อาจปรับเปลี่ยนนโยบายบ้างซึ่งคงไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก







