
ไต้ฝุ่นถ่วงเศรษฐกิจฟิลิปปินส์
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในอาเซียนรอบสัปดาห์นี้ เริ่มจากความเสียหายในฟิลิปปินส์ที่เกิดจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยียนพัดถล่มจังหวัดเลย์เตและซามาร์ ซึ่งตอนนี้ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังรอรับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในอาเซียนรอบสัปดาห์นี้ เริ่มจากความเสียหายในฟิลิปปินส์ที่เกิดจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยียนพัดถล่มจังหวัดเลย์เตและซามาร์ ซึ่งตอนนี้ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังรอรับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้น ซีซาร์ พูริสมา รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์ ประเมินว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ลดลง 1% ในปีหน้า และต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทดแทนสิ่งที่ถูกทำลายไป ทั้งนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยคาดการณ์เมื่อช่วงต้นปีว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะขยายตัว 6% ในปี 2557
ด้านอินโดนีเซีย รัฐบาลเตรียมจับมือภาคเอกชนเดินหน้าโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 30 โครงการ เช่น สนามบิน ทางรถไฟ ท่าเรือ ทางด่วนโรงไฟฟ้า และเขื่อน มูลค่ารวม 380 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า โดยอยู่ในรูปแบบหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)
ฮัตตา ราจาซา รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลจะออกกฎข้อบังคับใหม่สำหรับการเตรียมความพร้อมโครงการในรูปแบบ PPP เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น โดยใช้แนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล การเตรียมพร้อมดังกล่าวรวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนเปิดประมูลโครงการ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีแรงจูงใจการลงทุน รวมถึงการเพิ่มเงินลงทุนจากฝั่งรัฐบาล ซึ่งอาจสูงสุดถึง 40% ของมูลค่าการลงทุนของแต่ละโครงการ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาร่วมโครงการเหล่านี้
ขณะที่ในกัมพูชาเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ แรงงานในกัมพูชาจำนวนหลายร้อยคนจากบริษัท เอสแอล การ์เม้นท์ โปรเซสซิ่ง ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าแบรนด์แก๊ป เอสแอนด์เอ็ม และแบรนด์ดังอื่นๆ ได้ชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องค่าแรงเพิ่มและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้น โดยพยายามเดินขบวนจากโรงงานไปยังบ้านพักของฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ในกรุงพนมเปญ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปะทะกับตำรวจปราบจราจลที่เข้ามาสกัด จนทำให้มีผู้ถูกลูกหลงเสียชีวิต 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 คน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า การประท้วงอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าของประเทศ เนื่องจากอาจทำให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น เช่น พม่า ลาว และอินเดีย ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า
ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศกัมพูชามากที่สุด และมีการจ้างงานประมาณ 5 แสนคน ในโรงงานกว่า 500 แห่ง กัมพูชาส่งออกเสื้อผ้าไปยังตลาดสหรัฐและยุโรป มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปิดท้ายกันที่พม่า ล่าสุดทางการพม่าตัดสินใจระงับแผนขึ้นค่าไฟ ที่เดิมจะมีผลตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ โดยจะเลื่อนไปบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2557-2558 เนื่องจากจำเป็นต้องให้นักกฎหมาย เจ้าของธุรกิจด้านการผลิต และประชาชน พิจารณาการบังคับใช้อัตราค่าไฟใหม่ก่อน
ค่าไฟอัตราใหม่จะทำให้ภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากปัจจุบัน







