
พี่ใหญ่ธุรกิจติวรายย่อยเสริมแกร่งโตด้วยกัน
จากจำนวนของผู้ประกอบการวิสากหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในไทย
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
จากจำนวนของผู้ประกอบการวิสากหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในไทย ที่มีอยู่กว่า 2.5 ล้านราย และมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของเจ้าของธุรกิจรายใหม่ประเภทต่างๆ ที่ถือเป็นกองทัพมดสำคัญที่มีส่วนผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจไทยนับจากนี้และในอนาคต
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญในลำดับต้นๆ ของหอการค้าฯ นับจากนี้ คือ มุ่งพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยให้มีความแข็งแกร่ง ในรูปแบบบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก แบบ “พี่สอนน้อง หรือเพื่อนช่วยเพื่อน” ด้วยการใช้ประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีอยู่เข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ด้าน ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านค้า ปลีกสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น และประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการได้จัดโครงการ เอสเอ็มอี ออนไซต์ วิสิท ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและบริษัท เพื่อร่วมยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ถือเป็นเอกชนรายแรกที่จะทำโครงการนำร่องให้กับบริษัทอื่นๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ต่อจากนี้ไป
สำหรับเบื้องต้น ชาวันย์ สวัสดิ์ชูโต รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้แชร์ “ประสบการณ์การทำธุรกิจ SMEs” ว่า การปรับตัวทางธุรกิจของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวการณ์เศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนั้นๆ สามารถเติบโตได้ยาวนาน
“จากประสบการณ์การทำงานทั้งธุรกิจส่วนตัวในอดีตและปัจจุบันใน สสว. พบว่ากว่า 70% ของผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านการเงิน ส่วนอันดับ 2 และ 3 คือ ขาดหลักทรัพย์ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และขาดองค์ความรู้” ชาวันย์ กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการนั้น จะต้องจับทิศทางตลาดให้เหมาะสม พร้อมตั้งคำถามให้ถูกทางกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ ดังนี้ คือ กลุ่มลูกค้าเป็นใคร การคำนวณต้นทุน การตั้งราคาสินค้าบริการ ซึ่งมีความหมายมากหากมีการทำตลาดเดียวกันกับคู่แข่ง การบริหารจัดการเป็นอย่างไร และประการสุดท้ายที่สำคัญ คือ การมีวินัยทางการเงิน
นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจยังจำเป็นต้องสำรวจตลาดที่จะเข้ามารองรับผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วย เพื่อวางแผนธุรกิจที่รัดกุม ทั้งการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคหรือกลุ่มลูกค้าหลัก นอกจากนี้ยังจำเป็นจะต้องติดตามแนวโน้มหรือกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ หรือบริการในตลาดโลกเช่นกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวมากขึ้น
“ในอีก12 ปีข้างหน้า ประเทศต่างๆในกลุ่มสหภาพยุโรปวางแนวคิดเลิกใข้ถุงพลาสติก อย่างเด็ดขาด ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการไทยด้านผลิตถุงพลาสติกที่ทำตลาดหลักในยุโรป จะต้องปรับตัวตาม อย่างวัตถุดิบที่ใช้ผลิตถุงก๊อปแก๊ปที่อาจมาจากพืชต่างๆ อย่างเม็ดมันสำปะหลังเป็นต้น” นายชาวันย์ กล่าว
ปัจจุบันมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยราว 2.5-2.7 ล้านราย มีการจ้างงานราว 11 ล้านอัตรา และยังแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางย่อม 1.4 ล้านราย กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 7.5 แสนราย และที่ไม่มีข้อมูลชัดเจน(N/A) ราว 1.27 ล้านราย ซึ่งพบว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มีมูลค่าธุรกิจเพื่อการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 2,044 ล้านบาท ดังนั้น การที่พี่ใหญ่ในวงการธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น ถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจของไทยทั้งระบบแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นมีอัตราผลผลิตมวลรวมประเทศ(จีดีพี) 4,211 ล้านบาท แบ่งเป็น ของเอสเอ็มอี 37% และธุรกิจขนาดใหญ่ 63%







