
เมื่อกสทช.ถูกฟ้อง
กรณีคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม (กสทฯ) มีมติให้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมในกรณีสิ้นสุดอายุการอนุญาตสัมปทาน (ประกาศห้ามซิมดับ) และเรียกค่าเสียหายถึง 3 แสนล้านบาท เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มิได้เหนือความคาดหมายของผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย
กรณีคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม (กสทฯ) มีมติให้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมในกรณีสิ้นสุดอายุการอนุญาตสัมปทาน (ประกาศห้ามซิมดับ) และเรียกค่าเสียหายถึง 3 แสนล้านบาท เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มิได้เหนือความคาดหมายของผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย
ทั้งนี้ ในอดีต กสทฯ ในฐานะรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ครอบครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และเป็นผู้ให้สัมปทานการใช้คลื่นดังกล่าวแก่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และได้ประโยชน์จากสัญญาสัมปทาน ย่อมต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ที่เคยได้เมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และหากพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า เลขหมายโทรคมนาคมให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. และไม่ให้ถือเป็นทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป
นอกจากนี้ กสทฯ จะอ้างสิทธิตามสัญญาสัมปทานเพื่อครอบครองคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่หมดสัญญาไปแล้วก็ไม่สามารถทำได้ เพราะศาลปกครองเองเคยมีคำพิพากษาที่วางบรรทัดฐานเอาไว้ว่าสิทธิตามสัญญาสัมปทานจะไปขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ได้
สำหรับในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนบังคับใช้ประกาศดังกล่าว กสทฯ ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับอำนาจตามกฎหมายของ กสทช. ในการออกประกาศฉบับนี้เพียงแต่ต้องการจะเป็นผู้ดูแลผู้ใช้บริการและให้ขยายเวลาคุ้มครองเป็น 2 ปี
ขณะเดียวกัน การออกประกาศห้ามซิมดับฉบับนี้ ไม่ถือเป็นการให้สิทธิใดๆ แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการกำหนดหน้าที่ผู้ให้บริการยังต้องให้บริการต่อไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ให้ต้องรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ซึ่งต้องไม่ลืมว่า แม้ กสทฯ จะเป็นผู้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง แต่ กสทฯ ก็ยังมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกด้วย ภาระหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจจึงมิใช่การมุ่งแสวงหาผลกำไรเพียงด้านเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของประชาชนด้วย
การฟ้องคดีของ กสทฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการฟ้องที่ กสทฯ รู้ดีว่าตัวเองมิได้มีสิทธิตามสัญญาสัมปทานใดๆ อีก แต่ กสทฯ ยังตัดสินใจยื่นฟ้องคดีโดยต้องใช้เงินสูงถึง 280 ล้านบาท ซึ่งก็มาจากเงินของ กสทฯ เองที่เป็นงบประมาณแผ่นดินและภาษีของประชาชน เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมศาล เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าหากต้องใช้เงินส่วนตัวของคณะกรรมการ กสทฯ แต่ละคนจะกล้าตัดสินใจเช่นนี้หรือไม่ และแม้ กสทฯ จะชนะคดี เงินที่จะนำมาชดใช้ค่าเสียหายให้ กสทฯ ก็มาจากเงินงบประมาณแผ่นดินอีกนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ กสทฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ถือเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คณะกรรมการ กสทฯ กระทำการโดยสุ่มเสี่ยงและอาจทำให้องค์กรของตัวเอง ซึ่งใช้เงินภาษีจากประชาชนต้องได้รับความเสียหายได้







