
ยกเครื่องการศึกษาคว้าโอกาสยุคเปิดเสรี
“ในยุคของการค้าการลงทุนเสรี หากประเทศไหนเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความรู้ของคนในชาติได้มากกว่าก็ย่อมจะได้เปรียบ”
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“ในยุคของการค้าการลงทุนเสรี หากประเทศไหนเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความรู้ของคนในชาติได้มากกว่าก็ย่อมจะได้เปรียบ”
นี่คือความคิดของ จุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่สะท้อนในวงเสวนา “มุมมองการศึกษาไทยก้าวไกลสู่ AEC” โดยได้ขยายความว่าภาคการศึกษาไทยต้องเตรียมพร้อมด้านต่างๆ ให้กับเด็ก เช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันการปฏิรูปหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์เป็นอีกหนึ่งแรงเสียดทาน ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างกัน
ประเด็นสำคัญถัดมาคือ ภาษา ซึ่งเด็กไทยต้องตื่นตัวเรียนรู้มากขึ้น ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของชาติอาเซียน เพื่อจะได้นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
นอกจากนี้ ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยแรงงานในอนาคตต้องมีคุณสมบัติสอดคล้องกับมาตรฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอาเซียน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสำรวจความต้องการตลาดแรงงานว่าแต่ละสาขาต้องการแรงงานเท่าใด และต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดในภูมิภาค
ขณะเดียวกันส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมพัฒนาหลักสูตรมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างประเทศมาเปิดสาขาในประเทศมากขึ้น เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การศึกษาในภูมิภาคอาเซียน
ด้าน มงคลชัย สมอุดร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มองว่า สิ่งแรกที่ต้องเร่งพัฒนาคือ เครื่องมือในการสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกันต้องผลิตแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านปฏิบัติ (อาชีวศึกษา) มากขึ้น เพื่อป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่มีความต้องการแรงงานถึง 80% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น
ขณะที่ สุนีย์ จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารนโยบายเปิดเสรีการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า การเปิดเสรีทางการศึกษาจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบมากกว่าเชิงลบ เนื่องจากจะทำให้มหาวิทยาลัยต้องกระตือรือร้นในการพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของ สกอ.ไม่ได้ปิดกั้น หากจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย แต่จะทำหน้าที่เฝ้าระวังมากกว่า
“หากมหาวิทยาลัยรายใดเตรียมพร้อมได้ดีน่าจะเป็นโอกาสมากกว่า ในแง่การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษาระหว่างกันทั้งนักเรียน นักศึกษาและครูอาจารย์ ซึ่งต่อไปในอนาคตคนเหล่านี้อาจจะมีโอกาสได้รับการจ้างงานในระดับนานาชาติมากขึ้น”







