
การเมืองกระหน่ำธุรกิจเอสเอ็มอีส่อหนี้เสียพุ่ง
การเมืองซ้ำเอสเอ็มอีชี้ยอดขายตกต่อเนื่อง หวั่นทำหนี้เสียเพิ่มอีก วอนรัฐบาลแก้ปัญหาโดยเร็ว
การเมืองซ้ำเอสเอ็มอีชี้ยอดขายตกต่อเนื่อง หวั่นทำหนี้เสียเพิ่มอีก วอนรัฐบาลแก้ปัญหาโดยเร็ว
นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ยอดขายโดยรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวลดลง และเมื่อมีเหตุการณ์การเมืองเข้ามาก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ของเอสเอ็มอีให้แย่ลง
“ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่รายใหญ่เองก็เริ่มประเมินลำบากว่าจะวางแผนการผลิตอย่างไรถึงตอนนี้แล้วคาดว่าภาวการณ์ทางเศรษฐกิจคงซบเซาไปถึงต้นปีหน้า”นางเพ็ญทิพย์ กล่าว
ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้กลับมามีความสงบเป็นปกติโดยเร็วที่สุด เนื่องจากฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจ หากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นก็จะกระทบให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วลำบากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีก็ลำบากมาตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2554 ต่อมาก็เจอผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จนสภาพคล่องอยู่ในภาวะค่อนข้างแย่ บางรายต้องกู้หนี้นอกระบบ เพราะขอให้รัฐช่วยตั้งกองทุน 2 หมื่นล้านบาทรัฐก็บอกว่าสถาบันการเงินรัฐก็ปล่อยกู้ได้ซึ่งถึงวันนี้เอสเอ็มอีรายย่อยก็เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน พอเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นปัญหาการเมืองมาซ้ำอีก โดยเฉพาะอาจทำให้มีปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ประกอบการพยายามช่วยเหลือกันโดยการหาตลาด ซึ่งล่าสุดมีแนวคิดการตั้งศูนย์กระจายสินค้าเอสเอ็มอีตามแนวชายแดนที่จะเติบโตตามการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โครงการล่าสุดคือศูนย์กระจายสินค้าที่ จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
ญี่ปุ่นไม่ห่วงการเมืองไทย เดินหน้าลงทุนต่อ แต่ละจังหวัดทำแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีชิ้นส่วนยานยนต์ เข้ามาตั้งโรงงานในไทย
นายรังสรรค์ เลิศในสัตย์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น กล่าวว่า นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นไม่มีความกังวลจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ เพราะส่วนใหญ่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเข้าใจการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ โดยมีการแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ไม่ให้เข้าไปในสถานที่ชุมนุมเท่านั้น ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจึงยังวางนโยบายใช้ประเทศไทยเป็นประตูการลงทุนในอาเซียนต่อไป
“นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้ประเทศไทยวางนโยบายไปอย่างต่อเนื่องและไม่ต้องการให้เปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้ง เพราะจะกระทบต่อแผนลงทุนในไทย” นายรังสรรค์ กล่าว
ขณะเดียวกัน กลุ่มนักลงทุนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของประเทศญี่ปุ่น ก็ยังสนใจเข้ามาลงทุนสูงสุด และแต่จะจังหวัดได้วางนโยบายส่งเสริมการลงทุนในไทยอย่างชัดเจนแล้ว เพื่อให้เข้ามาสร้างโรงงานในไทย โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่เลือกเข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด โดยที่ผ่านมา นายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีลงทุนต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาลงทุนของเอสเอ็มอีกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น จะมีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทย ที่จะต้องปรับตัวและมุ่งการผลิตสินค้าให้มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูงขึ้น เพราะบริษัทรถยนต์จะต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว
นอกจากนี้ บริษัทเอสเอ็มอีไทยสนใจพัฒนาเทคโนโลยีในระดับที่น้อยอยู่ และเน้นพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยสถาบันฯ ได้ทำโครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยใช้วิศวกร จากประเทศญี่ปุ่นมาพัฒนาเทคโนโลยี และสนับสนุนการใช้วิศวกรญี่ปุ่นที่เกษียณอายุแล้ว หรือกลุ่ม เจ เอ็กซ์ เปิร์ท (J Expert) มาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้เอสเอ็มอีไทย แต่พบว่า เอสเอ็มอี ไม่สนใจเรื่องวิศวกรจากญี่ปุ่นและไม่สนใจที่จะลงทุนพัฒนาธุรกิจ
ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นจะส่งผลดีให้เอสเอ็มอีไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และในอนาคตระยะยาวจะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสสร้างเทคโนโลยีของประเทศได้เอง จากที่ผ่านมา ประเทศไทยจะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาต่อเนื่อง
“ในขณะนี้มีเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นติดต่อมาที่สถาบัน เพื่อให้ช่วยแนะนำเรื่องการลงทุน และบุคลากรในไทย รวมทั้งยังสนใจนำนักศึกษาของสถาบันไปฝึกงาน และหลังจากเรียนจบแล้วก็จะนำบุคลากรไปทำงานด้วยทันที” นายรังสรรค์ กล่าว







