
ข้ามช็อตนิรโทษกรรมพุ่งเป้า"ไล่รัฐบาล"
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผ่านมา 12 วัน สำหรับวิกฤตการเมืองนับตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชนเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา
ไม่มีใครคาดคิดแม้แต่พรรคเพื่อไทยว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “เป่านกหวีด” ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องขนาดนี้ เพราะเดิมทีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจสูงมากว่า การเดินหน้านิรโทษกรรมเวอร์ชั่นสุดซอยไม่น่าจะก่อให้เกิดแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลได้มโหฬารขนาดนี้
แต่เมื่อประเมินสถานการณ์ผิดพลาด รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประกาศใส่เกียร์ถอยสุดซอยหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องออกมาแถลงด้วยตัวเองถึง 3 รอบ จนมาถึงหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยรวม 4 พรรค ร่วมลงรายชื่อให้สัตยาบันว่า ไม่มีวันที่จะนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมมาพิจารณาอีก แม้ว่าสภาจะมีอำนาจในการพิจารณาภายหลังวุฒิสภามีมติคว่ำก็ตาม
ทว่า การถอยของรัฐบาลไม่ได้ผล เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมสองกลุ่มใหญ่ทั้ง “กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ” (กปท.) และ “พรรคประชาธิปัตย์” ยังคงดำเนินต่อไปแบบไม่มีทีท่าว่าจะยุติการชุมนุมลงง่ายๆ
ในมุมหนึ่งต้องยอมรับว่ารัฐบาลได้ปลดเงื่อนไขลงไปพอสมควร เพียงแต่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมในเวลานี้ที่ต้องการให้กฎหมายนิรโทษกรรมตายไปจากรัฐสภานั้น รัฐบาลยังไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะต้องรอให้พ้นกำหนด 180 วัน หลังจากที่วุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบก่อน สภาถึงจะสามารถมีมติคว่ำกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างเป็นทางการได้
อย่างไรก็ตาม การติดล็อกทางกฎหมายยังไม่ใช่ปัญหาเท่ากับความจริงใจในการลดอุณหภูมิทางการเมืองของรัฐบาล เนื่องจากได้ปล่อยให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาเคลื่อนไหวและกล่าวให้ร้ายการเคลื่อนไหวของตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณ “แตกหัก”
อย่าได้แปลกใจว่าทำไมอารมณ์ของม็อบนิรโทษกรรมในขณะนี้จะนำไปสู่การยกระดับ “ไล่รัฐบาล”
สำหรับการยกระดับไล่รัฐบาลในเวลานี้ ทั้งทางตรงจากกลุ่ม กปท. และทางอ้อมจากพรรคประชาธิปัตย์ เรียกได้ว่าเหมาะที่สุดแล้วสำหรับการไล่รัฐบาล เพราะมีหลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ นอกเหนือไปจากการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลล้มเหลวในตลอด 2 ปี อาทิ
โครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนถึงปีละ 2 แสนล้านบาท ตามตัวเลขของกระทรวงการคลัง
โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมแม้แต่โครงการเดียว ซึ่งเพิ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน
การใช้อำนาจเสียงข้างมากรวบรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.และมาตรา 190 ว่าด้วยลักษณะหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ทั้งหมดฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้สะสมมาทีละเล็กทีละน้อยและรอเวลาอย่างอดทน เพราะรู้ดีว่าเพียงแค่ความล้มเหลวของรัฐบาลข้างต้นยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเงื่อนไขเพื่อปลุกม็อบได้ จนกระทั่งเกิดการกระแสต่อต้านรัฐบาลจากกรณีกฎหมายนิรโทษกรรม
กลายเป็นกระแสขับไล่รัฐบาลเหมือนกับช่วงปลายรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ที่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นของครอบครัวชินวัตรได้ขายกิจการโทรคมนาคมให้กับเทมาเซกของประเทศสิงคโปร์
แต่เวลานี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังเผชิญอยู่นี้ เรียกได้ว่าหนักกว่า พ.ต.ทักษิณ หลายเท่าตัว ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของแนวต่อต้านรัฐบาลในหลายจุดทั้งสีลม อโศก ราชประสงค์ ซึ่งล้วนเป็นกระแสไม่เอารัฐบาลจากคนชั้นกลาง
ขณะเดียวกันการไล่รัฐบาลยังถูกเร่งเครื่องผ่านการลาออกของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ถึง 9 คน นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมสู้แบบหมดหน้าตัก และยืดเยื้อต่อไปจนกว่าสภาจะทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมออกจากสภา เพราะการลาออกจาก สส. คือ การสละไม่ขอรับเอกสิทธิ์คุ้มครองการถูกดำเนินคดีตามรัฐธรรมนูญ
การประกาศยึดถนนราชดำเนินเป็นสถานที่ต่อสู้กับรัฐบาลอย่างน้อย 180 วัน ในระยะยาวพรรคประชาธิปัตย์หวังจะใช้เวทีนี้เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหวังให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยิ่งสถานการณ์การเมืองนอกสภาลากยาวออกไปเท่าไหร่ ความชอบธรรมก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งล่าสุดคะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นการบีบให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องเร่งตัดสินใจทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “ลาออกยุบสภา” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย
ที่สุดแล้วการเมืองไทยจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แต่เพียงผู้เดียว







