
จุดเปลี่ยน?
สถานการณ์ในบ้านเมืองของเราในวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ชัดเจนว่าจะไปจบลงที่จุดไหน ม็อบจะยุติการชุมนุมหรือไม่ เมื่อรัฐบาลบอกว่าได้ถอยจนสุดซอยแล้ว แต่ผู้ชุมนุมหลายกลุ่มก็ยังไม่ “เชื่อใจ” ด้วยกังวลว่ารัฐบาลจะเล่นทีเผลอแอบทำอะไรที่คนส่วนใหญ่ “ไม่เอา” ด้วยอีก
สถานการณ์ในบ้านเมืองของเราในวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ชัดเจนว่าจะไปจบลงที่จุดไหน ม็อบจะยุติการชุมนุมหรือไม่ เมื่อรัฐบาลบอกว่าได้ถอยจนสุดซอยแล้ว แต่ผู้ชุมนุมหลายกลุ่มก็ยังไม่ “เชื่อใจ” ด้วยกังวลว่ารัฐบาลจะเล่นทีเผลอแอบทำอะไรที่คนส่วนใหญ่ “ไม่เอา” ด้วยอีก
หรือบางคนก็หวั่นใจว่า ม็อบจะเปลี่ยน “จุดยืน” ชูกระแสต่อต้านให้ไปไกลถึงขนาด “ล้มรัฐบาล”
ความขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ล้วนเกิดจากการมองกันคนละมุม เห็นกันคนละอย่าง และต่างเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้อง ถึงแม้บางครั้งตนจะผิดเต็มประตู ก็ไม่อยากจะยอมแพ้ เพราะกลัวเสียหน้า หรือเสียอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
วันนี้ม็อบหลายกลุ่มดึงมวลชนมหาศาลเข้ามาร่วมได้ โดยมวลชนส่วนใหญ่เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จะสร้างบรรทัดฐานผิดๆ ให้กับสังคม ผู้เขียนเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมมาเพราะต้องการค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แม้ว่าแทบทุกม็อบจะมีเสียงตะโกน “ออกไป ออกไป” แทรกอยู่ดังๆ ก็ตาม
ผู้ชุมนุมได้ออกมาทำ “หน้าที่” ปกป้องสิทธิของตัวเอง และรักษาความถูกต้องแล้ว ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.แท้งสนิทจริงๆ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่น่าจะหยุดเคลื่อนไหว
ส่วนฝั่งของรัฐบาล เรื่อยไปจนถึงบรรดา สส. วุฒิสมาชิก ก็ควรจะทบทวนว่า ที่ผ่านมาได้ทำ “หน้าที่” ของตัวเองได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่ ได้ตอบแทน “ประชาชน” คนที่ท่านเรียกว่า “พี่น้อง” ร่วมชาติ อย่างไรบ้าง
หากท่านถามตัวเองแล้วคิดว่า “ยังทำหน้าที่” ไม่คุ้มค่าเงินภาษีและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นสิ่งที่ “ปลุก” ให้พวกท่านตาสว่างเสียทีว่า ประชาชนไม่ใช่ “ของตาย” แต่เป็น “ของเป็น” และมี “สมอง” มากพอที่จะคิดไตร่ตรองว่าสิ่งใด “ถูก” สิ่งใด “ผิด” ได้
อย่าชะล่าใจ หากครั้งนี้ท่านฝ่า “พลังมวลชน” ครั้งนี้ไปได้
ส่วน “ม็อบ” เอง หากเปลี่ยนจุดยืนไปถึงขั้นให้เปลี่ยนรัฐบาล ก็คงคิดต่อเหมือนว่า จะไปในทิศทางไหนต่อไป อย่าให้เหมือนหลายๆ ประเทศ ที่ล้มผู้นำคนเก่าได้แล้ว ก็ยังต้องยืนย่ำอยู่ในวังวนเดิมๆ







