
ปัจจัยใน-นอกกดหุ้น หลุด 1,388 ระวังไหลเร็ว
ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากความหวังว่าการที่รัฐบาลถอน พ.ร.บ.จะช่วยหนุนสถานการณ์ทางการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ปัจจัยบวกอยู่ในราคาระดับหนึ่งแล้ว และการถอน พ.ร.บ.ออกจริงของวิปรัฐบาล กลับทำให้นักเก็งกำไรที่เก็งกำไรมาก่อนหน้านี้เริ่มขายทำกำไรออกมา ทำให้ตลาดกลับมาแกว่งตัวลง ในขณะที่ปัจจัยภายนอกเริ่มกลับมากังวลเรื่อง QE อีกครั้ง หลังตัวเลขเศรษฐกิจที่ผ่านมาของสหรัฐดีต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ISM Services, LEI หรือ GDP ไตรมาส 3 ที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลว่าเฟดจะลด QE เร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ว่าจะถอน QE ออกในช่วงต้นปี โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์
ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากความหวังว่าการที่รัฐบาลถอน พ.ร.บ.จะช่วยหนุนสถานการณ์ทางการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ปัจจัยบวกอยู่ในราคาระดับหนึ่งแล้ว และการถอน พ.ร.บ.ออกจริงของวิปรัฐบาล กลับทำให้นักเก็งกำไรที่เก็งกำไรมาก่อนหน้านี้เริ่มขายทำกำไรออกมา ทำให้ตลาดกลับมาแกว่งตัวลง ในขณะที่ปัจจัยภายนอกเริ่มกลับมากังวลเรื่อง QE อีกครั้ง หลังตัวเลขเศรษฐกิจที่ผ่านมาของสหรัฐดีต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ISM Services, LEI หรือ GDP ไตรมาส 3 ที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลว่าเฟดจะลด QE เร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ว่าจะถอน QE ออกในช่วงต้นปี โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์
ทิศทางในสัปดาห์นี้ประเมินว่า ปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศยังกดดันตลาด ปัจจัยในประเทศ ระดับราคาของ SET Index ในปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างจากระดับก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มที่คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมากนัก แสดงให้เห็นว่าที่ระดับราคานี้ยังไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงทางด้านการเมืองในอนาคตเท่าที่ควร หากมีความเสี่ยงในอนาคตเกิดขึ้นตลาดมีโอกาสกลับมาปรับตัวลงได้ โดยความเสี่ยงทางด้านการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล การประท้วงหยุดงาน รวมถึงประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารที่จะมีข้อสรุปในวันจันทร์นี้ ซึ่งเราประเมินว่าการชุมนุมจะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ ทำให้ความเสี่ยงทางด้านการเมืองยังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง
ด้านปัจจัยภายนอก ณ ระดับราคาปัจจุบันตลาดหุ้นโลกในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมารับรู้ปัจจัยบวกที่คาดว่าเฟดจะคง QE ไปจนถึงเดือน มี.ค.เม.ย.แล้ว แต่ในระยะสั้นเริ่มมีความเสี่ยงที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาลดความคาดหวังว่าเฟดจะคง QE แม้ว่าในมุมมองของเราจะประเมินว่า เฟดจะยังคงไม่ถอน QE ก่อนเดือน มี.ค. หรือ เม.ย.จากเฟดที่จะคอยดูผลสรุปเรื่องเพดานหนี้+งบประมาณ ก่อนเส้นตายในเดือน ก.พ. อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความกังวลเรื่อง QE จะสามารถทำให้ตลาดหุ้นโลกที่อยู่ในระดับสูงในขณะนี้มีช่วงอ่อนตัวลงก่อนผลการประชุมเฟดในวันที่ 17-18 ธ.ค.นี้ได้
ภาพรวมคาดว่าตลาดยังเป็นการแกว่งตัวลงจากปัจจัยเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีวิกฤตทางด้านการเมืองยังเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยประเมินว่าระดับที่นักลงทุนที่พิจารณาจากทางปัจจัยพื้นฐานจะเริ่มเข้าสะสม คือ ที่ระดับ 12 และ 11 เท่าลงมา หรือที่บริเวณ 1,380 ถึง 1,265 จุด ซึ่งหากพิจารณาทางเทคนิคประกอบ หากตลาดปรับตัวลงหลุดต่ำกว่า 1,388 จุด จะมีแนวรับถัดไปที่ 1,340 จุด จากการพิจารณาทั้งเทคนิคและพื้นฐาน แนะนำให้นักลงทุนดูที่ระดับ 1,388-1,380 จุด หากอ่อนตัวลงหลุดต่ำกว่าให้รอซื้อที่บริเวณแนวรับถัดไป 1,340 จุดลงมา
ด้านแนวโน้มทองคำ ราคาทองคำทรงตัว แกว่งตัวสร้างฐาน โดยความกังวลว่าเฟดจะลด QE กดดันราคาทองคำในช่วงสั้น อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าเรื่องเพดานหนี้+งบประมาณ จะมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจรายวัน ส่งผลให้การคง QE ของเฟดยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำได้จนถึงต้นปี โดยทางเทคนิคทองคำมีแนวรับที่บริเวณ 1,290 และ 1,250 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่แนวต้านของทองคำโลกอยู่ที่ 1,320 เหรียญสหรัฐ หากกลับมาปรับตัวขึ้นพ้น 1,320 เหรียญได้ จะกลับมาเป็นการแกว่งตัวขึ้น โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1,355 เหรียญสหรัฐ
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุนดูระดับดัชนีที่บริเวณ 1,388 จุด หากไม่อ่อนตัวลงต่ำกว่า ซื้อเก็งกำไรช่วงอ่อนตัวลง เพื่อรอทยอยขายช่วงปรับตัวขึ้น แต่ในกรณีที่อ่อนตัวลงหลุดต่ำกว่าให้ขายเพื่อไปรอซื้อคืนที่บริเวณ 1,340 จุดลงมา ในขณะที่ทองคำคาดว่าจะมีแรงซื้อช่วงอ่อนตัวลงจากแนวโน้มที่เฟดจะคง QE ไปอีกระยะหนึ่ง







