posttoday
รวยด้วยบ้าน (6)

รวยด้วยบ้าน (6)

11 พฤศจิกายน 2556

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนสร้างความร้อนระอุได้เท่ากับสถานการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหลายคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย รวมถึงส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการลงทุนของทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยล่าสุด ณ วันที่ดิฉันเขียนบทความฉบับนี้ได้มีเงินทุนไหลออก (Fund Flow) ไปแล้วถึง 8,700 ล้านบาท

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนสร้างความร้อนระอุได้เท่ากับสถานการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหลายคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย รวมถึงส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการลงทุนของทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยล่าสุด ณ วันที่ดิฉันเขียนบทความฉบับนี้ได้มีเงินทุนไหลออก (Fund Flow) ไปแล้วถึง 8,700 ล้านบาท

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ที่ 76.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 77.9 เป็นการลดลงติดต่อกันเจ็ดเดือนแล้วนะคะ แถมยังต่ำสุดในรอบ 19 เดือนอีกด้วย เนื่องจากความกังวลทางการเมืองไทย และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทย ภายหลังจากแบงก์ชาติปรับลดจีดีพีลง

หากปัญหาทางการเมืองยังยืดเยื้อออกไปอีกจนถึงสิ้นปี ก็อาจจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 3.2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3.5% ประกอบกับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังคงมีอยู่สูงยิ่งเป็นผลกระทบต่อความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจที่อาจทำให้การขยายตัวในปีนี้ไม่ได้ตามเป้า แม้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แนวโน้มหนี้ภาคครัวเรือนจะชะลอตัวลดลงบ้างก็ตาม

ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ จึงมีคุณผู้อ่านบางท่านเกิดความสงสัยว่าแล้วเราจะ “รวยด้วยบ้าน” หรือสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้จริงหรือ ดิฉันจึงอยากชวนคุณผู้อ่านมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ที่มีการชุมนุมประท้วงกดดันให้รัฐบาลในยุคนั้นยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

การชุมนุมในครั้งนั้น ถือว่าเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้มาตรการต่างๆ เช่น การเดินขบวนรอบกรุงเทพฯ ปิดการจราจรบริเวณแยกราชประสงค์ มีผลทำให้ศูนย์การค้าบริเวณโดยรอบปิดให้บริการ ในภายหลังมีการประเมินกันว่าสร้างความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจค้าปลีกก็ได้รับความเสียหายไปกว่า 3,000 ล้านบาท

แต่ภายหลังการชุมนุมดังกล่าว รวมถึงเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงครึ่งหลังปี 2554 ผ่านพ้นไป เศรษฐกิจไทยก็ได้มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2555 มีการขยายตัวมากกว่า 6% ถึงขนาดที่แซงหน้าเศรษฐกิจของประเทศอื่นในภูมิภาค การลงทุน การบริโภคภาคเอกชน และภาคการผลิตฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไปบ้างก็ตาม แต่ก็คล้ายกับอาการของคนที่ติดไข้หวัด อาจมีอาการอ่อนแรง ไม่แข็งแรงพอที่จะหาเงิน แต่พอหายจากอาการไข้หวัด ก็สามารถจะกลับมาหาเงินได้เหมือนเดิม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่เพราะพื้นฐานของประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยจะดีเพียงใดก็ตาม ดิฉันก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณผู้อ่านเกิดความประมาทนะคะ ยิ่งในภาวะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ดีเท่ากับในอดีต เพราะหนี้สินภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก็ยังล้าหลัง และตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงทำให้เราต้องระมัดระวัง และเตรียมรับมือให้มากยิ่งขึ้น

แต่ดิฉันก็ยังเชื่อมั่นว่าพวกเราคนไทยทุกคนจะสามารถข้ามพ้นสิ่งเลวร้ายนี้ไปด้วยกัน เฉกเช่นวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพียงแต่ขอให้คนไทยมีสติ และรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ที่สำคัญเราจะต้องเตรียมความพร้อม (จะเตรียมอย่างไรนั้น ดิฉันขอเชิญชวนคุณผู้อ่านเข้าร่วมงานสัมมนา “รวยด้วยบ้าน” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ) โอกาสที่เราจะสร้างกำไรจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงมีอยู่เสมอค่ะ

ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.drkessara.com หรือจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี