
วิชั่น 5 ปี เซ็นทาราชูแบรนด์ไทยลูบคมอินเตอร์เชน
หลายปีที่ผ่านมาการเมืองไทยวุ่นวาย ปีใดที่การเมืองสงบก็มีภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้เครือโรงแรมขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งเริ่มกระจายเสี่ยงธุรกิจโรงแรมไปต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เครือโรงแรมระดับนานาชาติ (อินเตอร์เชน) ส่วนใหญ่ก็บุกยึดหัวหาดในหลายประเทศกันไว้แล้ว การที่แบรนด์โรงแรมไทยจะไปบุกตลาด จึงต้องมีจุดแข็งที่แตกต่างถึงจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้
หลายปีที่ผ่านมาการเมืองไทยวุ่นวาย ปีใดที่การเมืองสงบก็มีภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้เครือโรงแรมขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งเริ่มกระจายเสี่ยงธุรกิจโรงแรมไปต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เครือโรงแรมระดับนานาชาติ (อินเตอร์เชน) ส่วนใหญ่ก็บุกยึดหัวหาดในหลายประเทศกันไว้แล้ว การที่แบรนด์โรงแรมไทยจะไปบุกตลาด จึงต้องมีจุดแข็งที่แตกต่างถึงจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้
ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า เซ็นทาราได้ทำแผนธุรกิจ 5 ปี (2556-2561) โดยตั้งเป้าหมายจะมีโรงแรมในเครือเซ็นทาราไม่ต่ำกว่า 110 แห่งในปี 2561 หรือทำสัญญารับบริหารโรงแรมเพิ่มปีละ 10 แห่ง แบ่งพื้นที่ที่จะบุกไปเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เอเชียแปซิฟิกและจีน กลุ่มที่ 2 แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป กลุ่มที่ 3 อเมริกาเหนือและใต้ ซึ่งปีนี้ได้เริ่มบุกขยายโรงแรมพื้นที่กลุ่มที่ 2 เป็นปีแรก ทำสัญญารับบริหารในแอฟริกาไปแล้ว 4 แห่ง ส่วนตะวันออกกลางน่าจะเซ็นสัญญารับบริหารได้เร็วๆ นี้
สำหรับโรงแรมที่จะขยาย ยังไม่ได้แบ่งสัดส่วนว่าจะเป็นแบรนด์ใดบ้าง ปัจจุบันเครือเซ็นทารามี 5 แบรนด์ ได้แก่ เซ็นทาราแกรนด์โฮเท็ลและรีสอร์ท เซ็นทาราโฮเท็ลและรีสอร์ท เซ็นทาราบูติกคอลเลกชั่น เซ็นทาราเรสซิเดนซ์และสวีท เซ็นทราโฮเท็ลและรีสอร์ท ส่วนปี 2558 จะมีแบรนด์โคซี่ ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมราคาประหยัด นอกจากนี้อาจจะมีแบรนด์ใหม่เพิ่มเติมอีก เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ครอบคลุม เช่น อาจเป็นแบรนด์โรงแรมที่มีเอกลักษณ์ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสิร์ฟในโรงแรมเลย เพื่อให้เข้ากับตลาดตะวันออกกลาง เป็นต้น
จุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนเลือกให้เครือเซ็นทาราบริหารโรงแรมให้ในต่างประเทศก็คือ การให้บริการแบบไทย ให้ความสำคัญกับเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถือเป็นจุดขายที่โรงแรมเครือระดับนานาชาติไม่มี นอกจากนี้เซ็นทารายังมีจุดเด่นเรื่องบริการเป็นกันเอง ยืดหยุ่น ให้บริการที่ครบวงจรกับเจ้าของโรงแรม ไม่ได้รับบริหารอย่างเดียว แต่ยังดูแลแบบครบวงจร คือ ให้คำปรึกษาตั้งแต่การสร้าง การศึกษาความคุ้มค่า และการช่วยหาแหล่งเงินทุน เป็นต้น
“ระยะหลังโรงแรมที่เป็นอาเซียนแบรนด์ ได้รับกระแสตอบรับจากตลาดดีกว่าอินเตอร์เชน ซึ่งแบรนด์โรงแรมไทยก็เป็นหนึ่งในอาเซียนแบรนด์ที่ขึ้นชื่อมาก” ธีระยุทธ กล่าว
สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า พื้นที่ที่เซ็นทาราจะเน้นเปิดโรงแรม จะมี 2 กลุ่ม คือ เมืองหลักๆ ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง โตเกียว โซล เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ลอนดอน ปารีส ดูไบ อียิปต์ ไนโรบี และโยฮันเนสเบิร์ก กับอีกกลุ่มคือ เมืองที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงแต่ความเสี่ยงสูง เช่น ศรีลังกา และหลายเมืองในแอฟริกา โดยจะไปรับบริหาร ร่วมลงทุน หรือซื้อโรงแรมเดิมที่มีอยู่แล้ว ตั้งเป้าจะดันโรงแรมเครือเซ็นทาราต่างประเทศให้มากกว่าในประเทศ จากปัจจุบันโรงแรมในเครือ 60 แห่ง อยู่ในประเทศ 42 แห่ง และต่างประเทศ 18 แห่ง
ขณะที่แบรนด์โคซี่ที่มีแผนขยายนั้น คงต้องเริ่มเปิดในไทยก่อนที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต สมุย และพัทยา โดยมี 1 แห่ง ที่เซ็นทาราลงทุนเองเพื่อเป็นต้นแบบ จากนั้นตั้งเป้าหมายรับบริหารโรงแรมแบรนด์โคซี่ให้ได้ปีละ 4 แห่ง ปัจจุบันเซ็นสัญญารับบริหารภายใต้แบรนด์โคซี่ไปแล้ว 2 แห่ง
รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า ปัจจุบันเครือเซ็นทารามีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) 1.12 เท่า หลังจากนี้ก็จะลดลงอีก จึงมีโอกาสพัฒนาโครงการใหม่ได้มาก โดยตั้งเป้าหมายว่าหากมีเงินทุนเหลือ ทุก 4 ปี จะพัฒนาโรงแรมใหม่เอง 1 แห่ง ทั้งนี้ 9 เดือนที่ผ่านมา โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทั้งในและต่างประเทศ มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 80% คาดว่าทั้งปีจะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 79-80% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 69.9% ถ้าไม่มีเหตุรุนแรงปลายปี ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยปรับขึ้น 14% รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่มขึ้น 34% ส่วนภาพรวมปีหน้าธุรกิจโรงแรมน่าจะเติบโตได้ 10% ทั้งนี้จากแผนขยายงานดังกล่าว ทางกลุ่มมีแผนจะเปิดโรงเรียนด้านการโรงแรม ผลิตคนป้อนการขยายงาน
รณชิต กล่าวว่า จากการที่เครือเซ็นทารามีแผนขยายโรงแรมม ทำให้โรงแรมมีแผนจะเปิดโรงเรียนด้านการโรงแรม เพื่อผลิตบุคลากรรองรับโรงแรมเปิดใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว หลังจากนี้จะศึกษาแนวทางจัดตั้งโรงเรียน โดยจะรับนักศึกษาไทยมาฝึกอบรมหลังจากนั้นจะกระจายบุคลากรที่ฝึกอบรมไปตามโรงแรมเปิดใหม่ รวมทั้งรับชาวต่างชาติซึ่งอยู่ในประเทศที่เครือเซ็นทาราจะไปเปิดโรงแรมมาเรียนด้วย ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ก็มีแผนเปิดโรงเรียนฝึกบุคลากรเช่นกัน ดังนั้นจึงอาจจะวางแนวทางเปิดโรงเรียนอบรมบุคลากรร่วมกัน
การที่โรงแรมไทยบุกไปต่างประเทศได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากมีทุน ต้องมีพันธมิตรที่ดี และต้องมีแผนธุรกิจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเป็นคะแนนวัดผลที่บอกเองว่า ผู้ประกอบการโรงแรมไทยรายนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
ขณะนี้คณะกรรมการบริษัทอนุมัติแล้ว
การที่โรงแรมไทยบุกต่างประเทศด้วยแบรนด์ของตัวเองต้องมีแผนธุรกิจดี พันธมิตรแข็งแกร่ง หากไปแล้วสำเร็จก็เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าแบรนด์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก







