มนุษย์ไม่มีเงินเดือน ไม่ยุ่ง ไม่ยาก และไม่อดตาย
สำหรับมนุษย์เงินเดือน วันศุกร์ คือ วันสุข แต่ วันสุขที่สุด คือ วันเงินเดือนออก... เย้!!
สำหรับมนุษย์เงินเดือน วันศุกร์ คือ วันสุข
แต่ วันสุขที่สุด คือ วันเงินเดือนออก... เย้!!
และกิจกรรมที่ทำให้วันเงินเดือนออกมีความสุขมากขึ้นไปอีก คือ การช็อปปิ้ง
ว่าแล้วก็ไม่รอช้า... เดินเข้าร้านหนังสือ หยิบหนังสือสี่เล่มที่แอบเล็งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกลางเดือน
ชีวิตไม่ใช้ ไม่ใช่ชีวิต หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์มติชน
ค่าแรงวันละ 3,000 ฉันก็ทำได้ กันทิมา ว่องเวียงจันทร์ และ ธนาพร ตั้งเจริญมั่นคง จัดพิมพ์โดย แบร์ พับลิชชิ่ง
งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า วิสูตร แสงอรุณเลิศ จัดพิมพ์โดย สต็อคทูมอร์โรว์
การลาออกครั้งสุดท้าย ภาณุมาศ ทองธนากุล สำนักพิมพ์ อะบุ๊ก
แม้ว่า ตอนจ่ายเงินถึงกับต้องปาดเหงื่อไปแปดหยด แต่หลังจากเดินหน้าลุยอ่านจนจบ บอกได้คำเดียวว่า คุ้ม เพราะหนังสือทั้ง 4 เล่มได้ทำหน้าที่ “ยั่วยุต่อมความฝันให้ทำงาน” ตามความตั้งใจของ หนุ่มเมืองจันท์ เรียบร้อยแล้ว
ฝันว่า...จะเดินตามฝัน
แม้ว่า “ต่อมความฝัน” จะถูกปลุกให้ตื่น แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปไหนก็ถูก “ต่อมความเคยชิน” กล่อมให้หลับใหลไปอีกรอบ (ซะงั้น)
เพราะมนุษย์เงินเดือน ที่สบายใจกับการเฝ้ารอเงินเข้าบัญชีในช่วงปลายเดือน จะเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย และกลัวจะอดตาย ถ้าบอกว่า นับจากนี้จะกลายเป็น “มนุษย์ไม่มีเงินเดือน”
ก็ขนาดมีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกเดือนยังแทบจะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” แล้วถ้าไม่มีเงินเดือนก็คิดไม่ออกเลยว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไร
แต่ถ้า “ต่อมความเคยชิน” ไม่สามารถทำร้าย “ต่อมความฝัน” ได้ ก็เตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พร้อม
1. เตรียมใจ
เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำธุรกิจส่วนตัว จะมีรายได้ไม่แน่นอน บางช่วงอาจจะมีมาก แต่บางช่วงก็มีน้อย (หรือในบางช่วงอาจจะไม่มีเข้ามาเลยก็ได้) เพราะฉะนั้น กันทิมา และ ธนาพร จึงเตือนว่า “ต้องเตรียมใจไว้สำหรับรายได้ที่ไม่แน่นอน”
2. เตรียมเงิน
เพราะฉะนั้นก่อนจะก้าวตามฝัน ต้องมีเงินออมให้มากพอ เหมือนกับที่ ภาณุมาศ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินจนได้ 7 แสนบาท ก่อนที่เขาจะ “ลาออกครั้งสุดท้าย”
ถ้าไปถาม “ฟรีแลนซ์มืออาชีพ” จะบอกเหมือนๆ กันว่า ก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากกรอบของมนุษย์เงินเดือน ต้องมีเงินเก็บให้มากพอสำหรับรายจ่ายต่างๆ อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในช่วงแรกๆ ของการเป็นฟรีแลนซ์ งานอาจจะยังไม่มาก รายได้ยังไม่เข้า จึงต้องเตรียมเงินไว้ให้พร้อม
เพราะแม้ว่า หลายคนจะคิดว่า การเป็นฟรีแลนซ์ไม่ยาก แต่วิสูตร บอกว่า คนจะเป็นฟรีแลนซ์ได้นั้น “ต้องไม่ธรรมดา”
และกว่าที่คนจะรู้ว่า เราไม่ธรรมดา ก็ต้องใช้เวลาสักระยะ
3. เตรียมตัว
นอกจากเตรียมฝีมือให้ไม่ธรรมดาแล้ว (ฟรีแลนซ์รุ่นพี่ แนะนำว่า เราควรจะเตรียมฝีมือไปพร้อมๆ กับการทำงานประจำจะดีที่สุด) สิ่งที่ต้องเตรียมไปพร้อมกัน คือ เตรียมตัวให้คุ้นเคยกับการมีรายได้ไม่ประจำ
อย่างแรก คือ จดบันทึกรายจ่ายอย่างจริงจัง และทำต่อเนื่องอย่างน้อย 36 เดือน จากนั้นนำมาหารเฉลี่ยเพื่อให้รู้ว่า ใน 1 เดือน เรามีรายจ่ายเท่าไร
จากนั้น ลองทบทวนดูรายจ่ายว่า เราสามารถลดรายจ่ายอะไรลงไปบ้าง โดยเฉพาะภาระหนี้ต่างๆ ควรจะเร่งเคลียร์ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ถ้าไม่ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการแต่งกายและการเดินทางจะลดลงไปได้มาก ถ้าเราทำงานที่บ้าน
และถ้าเป็นมนุษย์ไม่มีเงินเดือนแล้วจะมีรายจ่ายอะไรเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะมีจำนวนเท่าใด เพื่อจะได้รู้ว่า เราต้องมีรายได้ให้มากแค่ไหนถึงจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ ตัวเลขนี้จะบอกได้ว่า เราควรเตรียมเงินเท่าไรถึงจะพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน
ถ้าเตรียมใจพร้อม เตรียมเงินพร้อม และเตรียมตัวพร้อม การเป็นมนุษย์ไม่มีเงินเดือนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ทีนี้ก็แค่ตื่นจากฝัน แล้วเริ่มเดินไปบนเส้นทางความฝัน
บนเส้นทางความฝัน
เมื่อพร้อมจะก้าวเดิน แต่ในแต่ละก้าวที่เดินบนเส้นทางนี้จะต้องเดินด้วยความระมัดระวังและรอบคอบมากกว่ามนุษย์เงินเดือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการวางแผนการเงินในอนาคต
1. ต้องประหยัด
เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์เงินเดือนเราสบายใจได้ว่า แม้ว่าใกล้สิ้นเดือนจะแทบสิ้นใจ แต่เมื่อถึงวันสิ้นเดือนจะมีเงินเข้าบัญชี แต่ถ้าเป็นมนุษย์ไม่มีเงินเดือน เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะมีรายได้เข้า และรายได้ที่เข้ามาจะตรงตามเวลาที่คิดไว้ เพราะในหมู่ฟรีแลนซ์เข้าใจดีว่า อาจจะมีบ้างที่เงินออกช้า หรือไม่ตรงเวลา
เพราะฉะนั้นเราต้องระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากที่สุด เหมือนกับ กัญณัฎฐ์ ศรีชัยภัทรกุล ที่เล่าประสบการณ์ฟรีแลนซ์ให้ฟังว่า เธอจะระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากกว่าตอนที่ทำงานประจำ
ในขณะที่ ฟรีแลนซ์รุ่นใหญ่ แนะนำ เคล็ดลับการอยู่รอดไว้ว่า ต้องประเมินเงินเข้าให้ต่ำกว่าความจริง แต่ประเมินค่าใช้จ่ายไว้มากกว่าความจริง เพราะมันจะทำให้เราไม่ฟุ่มเฟือยเกินตัว
2. ต้องเก็บออม
เมื่อมีรายได้เข้ามา (ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์มีเงินเดือน หรือไม่มีเงินเดือน) สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เก็บออม
สำหรับมนุษย์เงินเดือนมีคำแนะนำให้เก็บออมไว้ไม่ต่ำกว่า 1015% ของรายได้ในแต่ละเดือน แต่สำหรับมนุษย์ไม่มีเงินเดือนจะต้องเก็บออมให้ได้มากกว่านั้น
กัญณัฎฐ์ บอกว่า เธอจะมีทั้งลูกค้าที่ทำสัญญาจ้างรายปี และงานที่รับจ้างเป็นครั้งคราว
ในแต่ละเดือนเธอจะนำรายได้จากลูกค้ารายปีมาแบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ ซึ่งเธอบอกว่า รายจ่ายส่วนนี้ลดลงไปมากเมื่อเทียบกับการเป็นพนักงานประจำ
อีก 3 ใน 5 ส่วนจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และอีก 1 ส่วนสุดท้ายบวกกับรายได้จากงานอื่นจะเก็บเป็นเงินออมทั้งหมด
กูรูด้านการบริหารเงินส่วนบุคคล แนะนำการเก็บออมสำหรับมนุษย์ไม่มีเงินเดือนว่า จะต้องแยกบัญชีการออมอย่างชัดเจน โดยจะต้องมีอย่างน้อย 3 บัญชี ต่อไปนี้
บัญชีเผื่อฉุกเฉิน
สำหรับอาชีพอิสระบางประเภท เมื่องานหยุด เงินก็หยุดตามไปด้วย เพราะฉะนั้นต้องมีเงินเก็บสำหรับใช้จ่ายยามฉุกเฉินและไม่มีงาน โดยสัดส่วนที่ปลอดภัย คือ 6 เท่าของรายจ่ายแต่ละเดือน
บัญชีเผื่อขี้เกียจ
เมื่อไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน ก็ไม่มีวันเกษียณ ทำกันไปเรื่อยๆ จนหมดแรง หรือทำไปจนไม่อยากทำ แต่วันไหนที่ไม่อยากทำงาน จะต้องมีเงินใช้ เพราะฉะนั้นเงินออมก้อนนี้จึงสำคัญมากๆ สำหรับมนุษย์ไม่มีเงินเดือน
เงินออมในบัญชีเผื่อขี้เกียจนี้จะเป็นการออมระยะยาว จึงสามารถนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน เพื่อหวังว่าจะได้ผลตอบแทนดีกว่า และที่สำคัญนี่คือการให้เงินทำงานแทนเรา
บัญชีเผื่อภาษี
แต่ละครั้งที่รับเงินค่าจ้าง แม้ว่าผู้จ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว แต่ก็ไม่มากเท่าภาษีที่ต้องเสีย เพราะฉะนั้นต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับจ่ายภาษีในปลายปีด้วย โดยแนะนำให้ลงทุนกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
3. ต้องรักษาสุขภาพ
พลาดไม่ได้เลยสำหรับมนุษย์ไม่มีเงินเดือน คือ การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และถ้าจะให้ครบถ้วนก็ควรจะมีประกันชดเชยรายได้เอาไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ อาจจะยังไม่มีกำลังทรัพย์มากพอสำหรับการจ่ายเบี้ยประกันมากมายขนาดนี้ คงต้องหันไปพึ่ง “ประกันสังคม”
หากเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนและส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือนสามารถสมัครเป็น “ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ” (มาตรา 39) ส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท
จากนั้นเราจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี ได้แก่ กรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ
แต่หากไม่เคยเป็นลูกจ้างประจำที่ไหน ก็สามารถสมัครเป็น “ผู้ประกันตนโดยอิสระ” (มาตรา 40) ซึ่งมีอยู่ 2 ทางเลือก ได้แก่
แบบแรก จ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 บาท (รัฐอุดหนุน 30 บาท และจ่ายเอง 70 บาท) จะได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐาน 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ
แบบที่ 2 จ่ายเงินสมทบเดือนละ 150 บาท (รัฐอุดหนุน 50 บาท และจ่ายเอง 100 บาท) จะได้สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ เงินบำเหน็จชราภาพ (เงินออมกรณีชราภาพ)
นอกจากนี้ หากต้องการรับเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้นก็สามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ เดือนละไม่เกิน 1,000 บาท
วิสูตร บอกว่า “ถ้าคุณไม่ชอบชีวิตแบบงานประจำที่ทำอยู่อยากออกมามีชีวิตอิสระในแบบของคุณ มันก็มีสองวิธีจัดการกับเรื่องนี้ หนึ่งคือ ทน กับ สอง ทำอะไรสักอย่าง”
คุณเลือก ข้อหนึ่ง หรือ ข้อสอง


