
ไม่ระคาย
การเมืองจะร้อนระอุ เศรษฐกิจโลกซวนเซยังไง “เดอะโต้ง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มั่นใจ “เอาอยู่”
การเมืองจะร้อนระอุ เศรษฐกิจโลกซวนเซยังไง “เดอะโต้ง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มั่นใจ “เอาอยู่”
สั่งสตาร์ตเครื่องรอ พร้อมใส่เกียร์ห้าเดินหน้าโครงการลงทุนบิ๊กเบิ้ม 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทันทีที่กฎหมายได้รับไฟเขียวจากสภา
“โต้ง” คุยว่า ขณะนี้โครงการขยายทางหลวง 2 เลน เป็น 4 เลน ซึ่งเกือบทุกเส้นทางที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการรถไฟรางคู่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง หากเป็นเส้นทางเดิมก็สามารถสร้างต่อได้ทันที
การสร้างด่านศุลกากรที่มีแผนก่อสร้าง 41 แห่ง ขณะนี้มีแบบการก่อสร้างแล้ว และการจัดการด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินก็พร้อมดำเนินการแล้ว
เรื่องสตุ้งสตางค์งบประมาณที่จะมาใช้จ่ายก็มีเต็มกระเป๋าพร้อมจะเบิกจ่ายทันที ไตรมาสแรกก็มีเงินพร้อมเบิกจ่ายเกือบ 6 แสนล้านบาท สบายๆ
โต้ง ย้ำว่า ไม่ต้องห่วงสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายนี้ ก็คงจะไม่ระคายผิวให้เศรษฐกิจไทยสะดุดเท่าไร จะกระทบบ้างก็แค่ความมั่นใจเท่านั้น
"กิตติรัตน์" ลั่นพร้อมเดินหน้าลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน หลังกฎหมายผ่าน ยอมรับชุมนุมการเมืองกระทบความเชื่อมั่น
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลว่า ในส่วนของการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้หลายโครงการอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความคืบหน้าตามกำหนดเวลา ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาทมีความพร้อมแล้วในหลายโครงการเช่นกัน ประเมินว่า เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาก็พร้อมดำเนินการได้ทันที
ประกอบด้วยโครงการด่านศุลกากรที่มีแผนก่อสร้าง 41 แห่ง ขณะนี้มีแบบการก่อสร้างแล้ว และการจัดการด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินก็พร้อมดำเนินการแล้ว ส่วนโครงการด่านศุลกากรอีก 10 แห่งจะเร่งสรุปให้ได้มากที่สุด
ด้านโครงการด้านคมนาคมนั้น ขณะนี้ มีโครงการขยายทางหลวง 2 เลน เป็น 4 เลน ซึ่งเกือบทุกเส้นทางที่สามารถทำได้ ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการด้าน สิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการรถไฟรางคู่ หากเป็นเส้นทางเดิมก็สามารถสร้างต่อได้ทันที ยกเว้น เส้นทางที่จะสร้างใหม่ เช่น เส้นเชียงใหม่เชียงของ
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เชื่อว่า จะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ประเด็นที่สำคัญที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศสนใจในขณะนี้ คือ สถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้า อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาส4ของปีปฏิทินและไตรมาสแรกของปีงบ ประมาณ ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะเป็น ช่วงที่งบเหลื่อมปีของปีที่แล้วกับ งบปีใหม่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้น ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ คงอิงกับการใช้จ่ายภาครัฐเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมามีงบเหลื่อมปี 1.46 แสนล้านบาท และถ้าดูตามแผนเบิกจ่ายต่างๆจากงบปี 2557 จำนวน 2.25 ล้านล้านบาทมีความพร้อมระดับหนึ่งที่จะออกเกือบ 6 แสนล้านบาท ฉะนั้นภาวะเศรษฐกิจ ควรอิงภาวะการใช้จ่ายภาครัฐ อีกทั้งเป็นช่วงเลยหน้าฝน บรรยากาศท่องเที่ยวจะมีมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ ยอดนักท่องเที่ยวต้นปีก็ดีขึ้น หากปลายปี นักท่องเที่ยวมามากก็จะช่วยเศรษฐกิจได้ สำหรับมุมของการลงทุนและการใช้จ่ายเอกชน เขากล่าวว่า ยังเป็นปกติ แต่ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหาคือ ภาคการผลิตเพื่อส่งออก ตัวเลขบางครั้งเป็นลบ แต่ส่วนที่เป็นลบเป็นการรวมยอดนำเข้าทองคำ ซึ่งปกติแล้ว สินค้าทองคำจะถูกมองว่าเป็นเงินตราชนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นสินค้าที่นำมาใช้สอยหรือส่งออก ดังนั้นหากแยกออกไป ดุลการค้าของไทยยังเป็นบวก จึงคลายกังวลเรื่องเกินดุลจนค่าเงินแข็งหรือขาดดุลจนค่าเงินอ่อน
สำหรับการเบิกจ่ายในปีงบ 2556 อยู่ในระดับต่ำหรือประมาณกว่า 60% ซึ่งเรื่องนี้ ได้กำชับไปยังส่วนราชการให้เร่งการเบิกจ่าย และในการขอจัดสรรงบในปี 2558 หากโครงการใดไม่มีความพร้อม ก็ไม่ควรเสนอมา เพื่อไม่ให้ไปกินงบเบิกจ่ายส่วนราชการอื่น
สำหรับสถานการณ์การเมือง จะมี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่นั้น "คงมีผลบ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่จะเป็นความมั่นใจ"
ดังนั้น ก็พยายามเอาใจช่วย และขอเรียนว่า ดูเหมือนความพยายามจะทำให้เกิดอภัยทานอย่างครบถ้วน ได้กลายเป็นประเด็นใหม่นำไปสู่ความไม่พร้อมให้อภัย
ดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจว่ายังไม่พร้อมให้อภัย ก็เข้าใจกันได้ แต่อยากให้จะทุกฝ่ายเดินหน้าดำเนินการใดๆโดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ







