posttoday
ต่างประเทศลดน้ำหนักไทย

ต่างประเทศลดน้ำหนักไทย

08 พฤศจิกายน 2556

ซีแอลเอสเอแฉนโยบายรัฐไล่เงินนอกไปเวียดนาม ต่างชาติกำลังแบ่งเงินลงทุน หวั่นไทยถูกลดน้ำหนัก

ซีแอลเอสเอแฉนโยบายรัฐไล่เงินนอกไปเวียดนาม ต่างชาติกำลังแบ่งเงินลงทุน หวั่นไทยถูกลดน้ำหนัก

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนในประเทศไทยไปลงทุนในประเทศใกล้เคียงได้ เพราะมีความกังวลกรณีรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายทางด้านการเมือง มากกว่าการมุ่งให้ความสำคัญเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งที่เริ่มเห็นสัญญาการชะลอตัวและยังก่อให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น

ยิ่งระยะนี้เป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติอยู่ระหว่างจัดสรรเงินลงทุน (แอสเอส อโลเคท) ของปี 2557 อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มคิดหนักในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

“เขาอาจพิจารณาถอนเม็ดเงินลงทุนในไทยไปลงทุนในประเทศอื่น ที่มีราคาหุ้นถูกกว่าและไม่มีความเสี่ยงด้านการเมืองและข้อสำคัญรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนอีกด้วย ล่าสุด พบว่ามีกองทุนแห่งหนึ่ง เดิมมีนโยบายลงทุนในไทยสัดส่วน 10% ได้โยกไปลงทุนในเวียดนามแทน โดยลดลงทุนหุ้นไทยเหลือเพียง 2% เท่านั้น” นายปริญญ์ กล่าว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติคงไม่ทิ้งตลาดหุ้นไทย เนื่องจากภาคธุรกิจแข็งแกร่งและมุ่งสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนกระแสการย้ายเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามแทนนั้น คาดว่าจะเป็นกองทุนขนาดเล็ก ส่วนกองทุนใหญ่คงไม่ไปเพราะตลาดที่นั่นเทียบขนาดกับตลาดหุ้นไทยไม่ได้

ในช่วงนี้อาจจะขายหุ้นบ้าง เพื่อรอจังหวะในการเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ปรับตัวลงมากถึงเป้าหมายที่ต้องการ

“ในภาวะอย่างนี้ นักลงทุนในตลาดหุ้นมักจะพนันสถานการณ์ เพื่อหาโอกาส|ในการทำกำไรสูงๆ และการตัดสินใจเข้าลงทุนแต่ละครั้ง ก็คิดไม่มากเท่ากับนักลงทุนโดยตรงที่ใช้เงินเป็นหลักพันล้านบาทในการสร้างโรงงาน”นายไพบูลย์ กล่าว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้แจงว่า ฝ่ายวิจัยยังไม่มีแผนจะลดเป้าหมายการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลังจากได้ปรับลดไปแล้วจาก 23% เหลือ 14.7% เมื่อประกาศงบไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยต้องรอให้ผลประกอบการงบไตรมาส 3 ออกมาก่อน

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงด้านการเมือง ประเมินว่าหุ้นที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ น่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและอุปโภคภายในประเทศ และมองว่ากลุ่มส่งออกก็คงไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้า

ด้านผลประกอบการของกลุ่ม ปตท. ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 5 บริษัท โดยยังไม่รวมบริษัท ปตท. (PTT) ในไตรมาส 3 ปีนี้ มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 37,428 ล้านบาท แม้จะลดลงจำนวน 5,854 ล้านบาท คิดเป็น 13.52% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 43,282 ล้านบาท แต่ถือว่ากำไรเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท