เอ็นสะท้าน
เด็กไทยยุคนี้อาจไม่รู้จักการสอบ “เอนทรานซ์” เพราะกระทรวงศึกษาธิการได้ปรับเปลี่ยนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยมาใช้ระบบกลางหรือแอดมิชชั่น ที่วัดจากผลการสอบด้านต่างๆ
เด็กไทยยุคนี้อาจไม่รู้จักการสอบ “เอนทรานซ์” เพราะกระทรวงศึกษาธิการได้ปรับเปลี่ยนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยมาใช้ระบบกลางหรือแอดมิชชั่น ที่วัดจากผลการสอบด้านต่างๆ
ความเครียดจากการสอบเอนทรานซ์ที่วัดชะตากรรมจากการสอบเพียงครั้งเดียว ทำให้หลายคนรู้สึก “เอ็นสะท้าน” ต่างจากระบบแอดมิชชั่นที่ใช้คะแนนในห้องเรียนมาคำนวณด้วย เพราะต้องการให้เด็กตั้งใจเรียนตั้งแต่ชั้น ม.46 ไม่ใช่มาขยันกันตอนใกล้สอบคัดเลือก แม้ในทางปฏิบัติจะมีปัญหาอยู่ก็ตาม
ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง “เวียดนาม” ยังใช้การสอบระบบเอนทรานซ์ ซึ่งแทบจะเป็นวาระแห่งชาติที่คนในประเทศต่างจดจ่อกับผลการสอบดังกล่าว รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลุ้นไม่แพ้ลูกหลาน ส่งผลให้นักเรียนเวียดนามเผชิญแรงกดดันจากการสอบเอนทรานซ์อย่างมาก บางคนที่พลาดหวังถึงกับตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพราะคิดว่าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์
การจัดสอบเอนทรานซ์ในเวียดนามจะมีขึ้นในเดือน ก.ค.ของทุกปีใช้เวลา 2 วัน และใช้เวลาราว 1 เดือนกว่าจะรู้ผลสอบ
น่าสนใจว่า การตัดสินอนาคตในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว ทำให้เด็กนักเรียนเวียดนามเครียดกับการเตรียมตัวสอบ และแบกรับความคาดหวังของครอบครัว โดยเฉพาะในครอบครัวที่ยากจน เพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพื่อจะนำปริญญาเป็นใบเบิกทางเข้าทำงานในหน่วยงานหรือบริษัทดีๆ ซึ่งจะช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้และยกระดับฐานะทางสังคมขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง
แม้เวียดนามจะมีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษากว่า 300 แห่ง โดยเป็นมหาวิทยาลัย 163 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนมีประมาณ 20 แห่ง แต่เพราะจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมีมากถึง 60% ทำให้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอรองรับความต้องการ
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมของเวียดนาม ระบุว่า มีนักเรียนเพียง 30% ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ขณะที่อีก 70% ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย
หลังประกาศผลสอบเอนทรานซ์ จึงมักมีข่าวเด็กที่พลาดหวังฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเป็นระยะและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จนสำนักข่าวเวียดนามบางแห่งพาดหัวข่าวในทำนองว่า “ฤดูสอบเข้าหรือเทศกาลฆ่าตัวตาย”
สิ่งที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมเวียดนามที่กำลังเปราะบางมากขึ้นทุกที รวมถึงสะท้อนความไม่เท่าเทียมในสังคมที่กว้างมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนเด็กที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่อยู่ในชนบทและมีฐานะยากจนกว่าเด็กในเขตเมือง
เพราะเด็กในเมืองที่มีฐานะพอใช้ ถึงแม้จะได้คะแนนสอบต่ำ แต่ก็สามารถรอเวลาสอบแก้ตัวได้ใหม่ในอีก 1 ปีข้างหน้า รวมถึงติวความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้น ในขณะที่เด็กฐานะยากจนไม่สามารถทำได้
นักจิตวิทยา อธิบายว่า เด็กนักเรียนที่ฆ่าตัวตาย เพราะสอบไม่ผ่านมีความคิดว่าคุณค่าของชีวิตถูกตัดสินด้วยผลการสอบเข้า ความสำเร็จมาจากการได้เรียนในมหาวิทยาลัย พวกเขายังไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ไม่รู้วิธีหลีกเลี่ยงและรับมือกับแรงกดดันต่างๆ
ที่น่าตกใจคือ วัยรุ่นเวียดนามเสี่ยงมีปัญหาทางจิตมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ผลักให้เด็กเป็นเช่นนี้ เพราะการบังคับเคี่ยวเข็ญของพ่อแม่ที่อยากให้ผลการเรียนออกมาดี และตัดสินใจแทนลูกแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่วิชาที่ควรเรียน ไปจนถึงครูผู้สอน ทำให้เด็กเบื่อ มีอาการซึมเศร้า และไม่อยากเรียน


