posttoday
"พาณิชย์"ขอเป็นทัพหน้านำเอสเอ็มอีบุกตลาดโลก

"พาณิชย์"ขอเป็นทัพหน้านำเอสเอ็มอีบุกตลาดโลก

08 พฤศจิกายน 2556

เปิดใจ “อัมพวัน พิชาลัย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับการนำพาเอสเอ็มอีไทย

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

เปิดใจ “อัมพวัน พิชาลัย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับการนำพาเอสเอ็มอีไทย ออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่กำลังกวักมือและเชิญชวนเอสเอ็มอีเร่งออกไปทำตลาด หาลูกค้าต่างชาติ และยึดตลาดในอาเซียนให้สำเร็จ ก่อนถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติเข้ามาช่วงชิงฐานลูกค้าร่วม 600 ล้านคนไปก่อน

อัมพวัน เปิดเผยว่า สิ่งแรกอยากให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยทุกราย ปรับแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ ทั้ง 1.มุ่งสร้างแบรนด์เพื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ จากที่ผ่านมารับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกเท่านั้น เพราะการมีแบรนด์จะทำให้ลูกค้ารู้จักและสร้างสัมพันธ์ที่ดีระยะยาว

2.สำหรับเอสเอ็มอีที่มีแบรนด์ของตัวเอง ต้องเริ่มออกไปทำตลาดในต่างประเทศ เพื่อหาลูกค้าโดยตรง เพราะปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นทุกวันและเพิ่มขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากหยุดนิ่งจะแข่งขันลำบากและถูกคู่แข่งมาแย่งลูกค้าไปหมด

และมีคู่ค้ามารับซื้อสินค้าที่โรงงาน จึงไม่เคยออกไปทำตลาดและพบกับคู่ค้ากลุ่มใหม่ ต้องเริ่มออกไปทำตลาดในต่างประเทศ เพื่อหาลูกค้าโดยตรง เพราะปัจจุบัน มีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นทุกวันและเพิ่มขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากหยุดนิ่ง จะแข่งขันลำบากและถูกคู่แข่งมาแย่งลูกค้าไปหมด

นอกจากการปรับแนวคิดธุรกิจใหม่แล้ว สิ่งสำคัญสุดที่ต้องเร่งคือ การมุ่งไปทำตลาดในต่างประเทศที่มีโอกาส กำลังซื้อ และความต้องการสินค้าไทยสูงมาก

สำหรับตลาดแรกที่ควรรีบเข้าไปคือ อาเซียน จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากเศรษฐกิจในอาเซียนเติบโตดี และคนอาเซียนชื่นชอบสินค้าไทย ส่วนประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ก็ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) ในการส่งออกไปประเทศสหรัฐและกลุ่มยุโรป

นอกจากนี้ ในอาเซียนยังไม่มีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้าไปทำธุรกิจมากนัก จึงเป็นโอกาสที่ดีให้ผู้ประกอบการเข้าไปครองส่วนแบ่งการตลาด เพราะหากไม่เร่งเข้าไปลงทุน ในอนาคตอันใกล้จะมีคู่แข่งจากบริษัทต่างชาติเข้าไปรุกตลาดแน่นอน โดยสินค้าที่มีโอกาสคือ อุปโภคบริโภค ธุรกิจการก่อสร้าง ในแต่ละประเทศของอาเซียน กำลังมีโครงการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสที่ดีให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนอู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจอะไหล่รถยนต์เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่นำเข้ารถมือสองจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป จึงต้องใช้บริการซ่อมรถยนต์และเปลี่ยนอะไหล่ เป็นต้น

ประเทศต่อมาคือ จีน เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่และประชาชนมีกำลังซื้อสูง รวมถึงคนจีนชื่นชอบสินค้าไทย ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ จึงต้องการสินค้ามีคุณภาพจากประเทศไทย ทั้งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ ผัก และผลไม้ เช่นเดียวกับอินเดียมีขนาดใหญ่และต้องการสินค้าจากไทยที่มีคุณภาพในกลุ่มสินค้าที่เหมือนกับประเทศจีน รวมทั้งคนอินเดียก็ชื่นชอบสินค้าไทยเช่นกัน

ขณะที่ตลาดใหม่ที่น่าสนใจคือ แอฟริกาและตะวันออกกลาง ควรนำธุรกิจบริการเข้าไปเปิดตลาดก่อน เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ความบันเทิง ภาพยนตร์ เพลง และธุรกิจซอฟต์แวร์ รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และตกแต่งภายใน

ปรับโฉมสินค้าสู่ดีไซน์ใหม่

พร้อมกันนี้ต้องมุ่งพัฒนาสินค้า ปรับงานดีไซน์ และเพิ่มนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ให้แก่ลูกค้า ซึ่งแม้ว่าเอสเอ็มอีไทยจะได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพสินค้า แต่มีคู่แข่งที่น่ากลัวคือ จีน กำลังมุ่งพัฒนาทุกด้านอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า

“จุดอ่อนของเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ ศึกษาข้อมูลตลาดและผู้บริโภคน้อย มุ่งแต่การผลิตสินค้าจำนวนมาก รวมทั้งมีปัญหาเงินทุน ไม่ใช้นวัตกรรม” อัมพวัน กล่าว

จุดอ่อนอีกประการคือ ความสามารถด้านภาษา เพราะคนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า จำนวนมากต่างพูดและเข้าใจภาษาไทย แต่คนในประเทศไทยกลับตื่นตัวและรู้ภาษาต่างประเทศน้อยมาก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีบทบาทหลักในการส่งเสริมเอสเอ็มอี ทั้งพัฒนาสินค้า หาตลาดใหม่ พัฒนาบุคลากร และขยายตลาดไปในช่องทางอีคอมเมิร์ซ ผ่านเว็บไซต์ www.thaitrade.com และทำโครงการโปรแอ็กทีฟที่สนับสนุนงบไปทำตลาดต่างประเทศ

พร้อมส่งเสริมการทำตลาดผ่าน ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง โดยได้ร่วมมือกับเว็บไซด์ชื่อดังของแต่ละประเทศ เพื่อนำกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมไปทำธุรกิจผ่านช่องทางอี คอมเมิร์ช หรือนำไปวางจำหน่ายผ่านเว็บไซด์ต่างๆ ทั้งประเทศจีน อินเดีย เกาหลี และออสเตรเลีย กำลังศึกษาเว็บไซด์ที่เหมาะสม ตลาดละติน ตะวันออกกลาง

ขณะที่การจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศนั้น กรมได้จัดขึ้นงานแสดงสินค้า (แฟร์) มากกว่า 200 ครั้งต่อปี และจัดงานแฟร์ในประเทศประมาณ 11-12 งาน อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นผู้ให้ความรู้ อบรม และหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งมากที่สุด

ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มียอดขายต่ำกว่า 500 ล้านบาท และส่งออกไปต่างประเทศมีจำนวน 2.8 หมื่นราย มีมูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมา 1.45 แสนล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ส่งออกเพิ่มขึ้น 10% เพราะเอสเอ็มอีไทยปรับธุรกิจและสนใจไปตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

“กรมพร้อมส่งเสริมให้คำแนะนำ คำปรึกษาทางธุรกิจแก่เอสเอ็มอี และหากมีปัญหาทำธุรกิจก็สามารถโทรมาได้ที่หมายเลข 1169 พร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ เพราะเอสเอ็มอีคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย” อัมพวัน กล่าว

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ