
ค่าเงิน...ปัจจัยสำคัญไม่ว่าเลือกลงทุนในหรือตปท.
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เป็นวลีทองที่ผู้ลงทุนคุ้นเคย ในครั้งนี้คอลัมน์นัดพบ TFEX จึงขอรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปรเรื่องค่าเงิน ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ว่าท่านจะเลือกลงทุนในประเทศหรือในต่างประเทศ
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เป็นวลีทองที่ผู้ลงทุนคุ้นเคย ในครั้งนี้คอลัมน์นัดพบ TFEX จึงขอรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปรเรื่องค่าเงิน ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ว่าท่านจะเลือกลงทุนในประเทศหรือในต่างประเทศ
หลายท่านอาจคิดว่า ค่าเงินบาทเป็นเรื่องไกลตัวเพราะไม่ได้ทำธุรกรรมกับต่างประเทศ แม้แต่ผู้ลงทุนไทยที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือตลาด TFEX ที่มีการชำระราคาเป็นรูปเงินบาท ก็มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในความเป็นจริง ในตลาดการเงินของเราก็มีสินค้าหลายๆ ประเภทที่ผลตอบแทนในการลงทุนได้รับอิทธิผลจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมันดิบ เป็นต้น
อย่างเช่น ราคาทองคำไทย ปกติก็จะเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทองคำโลก แต่อาจแตกต่างบ้างในเรื่องของรูปแบบ เช่น ราคาที่เสนอซื้อขายในตลาดโลกเป็นดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (31.1035 กรัม) และมาตรฐานความบริสุทธิ์ทองคำที่ 99.5% ซึ่งสูงกว่าของมาตรฐานไทยที่กำหนดความบริสุทธิ์ที่ระดับ 96.5% และซื้อขายเป็นเงินบาทต่อมาตรฐานทองคำไทยที่หนัก 1 บาท หรือประมาณ 15.244 กรัม อย่างไรก็ตาม ถ้าเราทราบราคาทองคำโลกก็สามารถแปลงเป็นราคาทองคำไทยได้อย่างตรงไปตรงมา คือ ราคาทองโลก x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x ค่าเงินบาท ซึ่งจะเห็นมีตัวแปรที่ไม่ทราบค่าอยู่ 2 ส่วน คือ ราคาทองโลก และค่าเงินบาท ทำให้การเปลี่ยนแปลงค่าเงินจึงเข้ามามีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในทางอ้อมด้วยเช่นกัน
เช่น หากราคาทองคำโลกอยู่ที่ 1,315 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.25 ก็จะสามารถแปลงเป็นราคาทองคำไทยน้ำหนัก 1 บาทได้ประมาณ 19,533 บาท(= 1,315 x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x 31.25) โดยหากราคาทองคำโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าค่าเงินแข็งขึ้น 1 บาท เป็น 30.25 บาทต่อดอลลาร์ ก็จะส่งผลให้ราคาทองคำไทยลดลงทันที 625 บาท มาอยู่ที่ 18,908 บาท (= 1,315 x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x 30.25)
จะเห็นได้ว่า ต่อให้ราคาทองคำโลกไม่ขยับ เช่นในช่วงวันหยุดของต่างประเทศที่ไม่มีการซื้อขายทองคำ แต่ถ้าค่าเงินบาทขยับแข็งขึ้น (หรืออ่อนลง) ก็จะทำให้ราคาทองคำในเมืองไทยเปลี่ยนแปลงลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) จึงมีหลายท่านคิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลือกที่จะไปลงทุนต่างประเทศเลยดีไหม เพราะราคาสินค้าและการชำระราคาอยู่ในรูปดอลลาร์อยู่แล้ว ผลกระทบน่าจะน้อยลง แต่ในความเป็นจริงการลงทุนในต่างประเทศ ยิ่งมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น
ลองเทียบดูง่ายๆ นะครับว่า ถ้าเลือกลงทุนในทองคำต่างประเทศ เช่น ไปซื้อ Gold Futures ที่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีการวางหลักประกัน และรับชำระกำไรขาดทุนในรูปดอลลาร์นั้น มองเผินๆ อาจจะดูเหมือนไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเพราะทุกอย่างอยู่ในรูปดอลลาร์ทั้งหมด ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเงิน แต่ในความเป็นจริงก่อนที่จะเริ่มไปลงทุนต่างประเทศ ผู้ลงทุนต้องแปลงเงินบาทที่มีอยู่ไปเป็นดอลลาร์ก่อนนำไปลงทุน และเมื่อลงทุนเสร็จจะนำเงินกำไรกลับประเทศ ก็ต้องมีการแปลงเงินดอลลาร์ ทั้งในส่วนของกำไรและเงินลงทุนตั้งต้นทั้งหมดกลับมาเป็นเงินบาทอีกครั้ง
เช่น การซื้อขาย Gold Futures ในตลาด COMEX ซึ่งก็มีการกำหนดเงินประกันขั้นต้น (Initial Margin : IM) และหลักประกันขั้นต่ำ (Initial Margin : IM) เช่นเดียวกับการซื้อขายใน TFEX โดยสัญญา Gold Futures ของ COMEX กำหนด IM ที่ระดับ 8,800 ดอลลาร์ และ MM ที่ 8,000 ดอลลาร์ต่อสัญญา ผู้ลงทุนที่ต้องการจะซื้อหรือขายสัญญาดังกล่าว ก็ต้องทำการแลกเงินบาทเพื่อให้ได้ดอลลาร์ไม่น้อยกว่าจำนวนข้างต้น เพื่อนำไปวางเป็นหลักประกัน สมมติสถานการณ์ราคาทองคำและเงินบาทเป็นเหมือนกรณีข้างต้น ที่ราคาทองคำโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากสัญญาดังกล่าว แต่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 1 บาทต่อดอลลาร์ เช่นเดิมอยู่ที่ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ แข็งขึ้นเป็น 30.25 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้นเงินดอลลาร์ที่นำกลับมาจะมีมูลค่าเมื่อแลกเป็นเงินบาทลดน้อยลงทันที 1 บาทในทุกๆ ดอลลาร์ที่นำไปลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกิดเป็นผลขาดทุนสูงกว่ากรณีที่ลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศต้องมีการทำธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินทำให้ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงการอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง หรือเรียกง่ายๆ ว่า เต็มจำนวนทันที
นอกจากนี้ ระดับหลักประกันที่ยกเป็นตัวอย่างที่ระดับ 8,800 ดอลลาร์ต่อสัญญา เป็นระดับที่สำนักหักบัญชีของ COMEX กำหนดกับบริษัทสมาชิกสำนักหักบัญชี ซึ่งโบรกเกอร์ของท่านอาจกำหนดเงินประกันสูงกว่าระดับดังกล่าวเพื่อกันไม่ให้หลักประกันลดต่ำกว่าระดับ MM ตามเงื่อนไขการให้บริการของแต่ละโบรกเกอร์ที่ท่านเลือกใช้บริการ
จะเห็นได้ว่าการลงทุนไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน แต่การลงทุนในประเทศจะมีความเสี่ยงเฉพาะในส่วนที่ราคาของสินค้าในรูปเงินบาทเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากับราคาโลกในรูปดอลลาร์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางอ้อมจากขั้นตอนการแปลงราคา ในขณะที่หากเลือกลงทุนต่างประเทศถึงแม้จะไม่แปลงราคาสินค้าแต่ผู้ลงทุนต้องทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนทั้งก่อนและหลังการลงทุน ทำให้ต้องรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงในทุกหน่วยของเงินลงทุนที่นำออกไปยังตลาดต่างประเทศ
ดังนั้น ก่อนการเลือกลงทุน ผู้ลงทุนย่อมต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางการลงทุนที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ และเพื่อที่จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้เหมาะสมตามสถานการณ์กันนะครับ







