
จำนำมันฯแบบใหม่
โครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลัง โดยรับซื้อมันสำปะหลังในราคารับจำนำของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ภายนอกจะดูเงียบแต่หากชำแหละดูเนื้อในแล้วจะพบว่ามีเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้โครงการรับจำนำข้าว
โครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลัง โดยรับซื้อมันสำปะหลังในราคารับจำนำของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ภายนอกจะดูเงียบแต่หากชำแหละดูเนื้อในแล้วจะพบว่ามีเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้โครงการรับจำนำข้าว
เพียงแต่โครงการนี้ใช้เงินน้อยกว่าเท่านั้นเองด้วยเหตุนี้กระทรวงพาณิชย์จึงเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังรูปแบบใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “มาตรการค่าบริหารความเสี่ยงตลาด หรือการจ่ายชดเชยโครงสร้างราคามันสำปะหลัง” ให้เกษตรกรแทน
อธิบายง่ายๆ หลักการของมาตรการรูปแบบใหม่คือ การช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก่อน เพื่อชะลอการขุดมันสำปะหลังที่จะล้นออกสู่ตลาดตามฤดูกาล เนื่องจากเกษตรกรไม่มีเงินทุนสำรองในการใช้จ่าย จึงต้องเร่งขุดมันออกมาขายพร้อมๆ กัน ส่งผลให้โดนกดราคาจากโรงแป้งและลานมันสำปะหลัง
เงินส่วนต่างดังกล่าวที่รัฐบาลจะช่วยจ่ายชดเชยให้มาจากการประเมินผลผลิตต่อไร่คร่าวๆ ที่คาดว่าจะได้แต่ละปี โดยคำนวณส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิตสูงสุด เบื้องต้นอยู่ที่ระดับ 2.75 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) กับราคาซื้อขายในตลาด แต่ทั้งนี้วงเงินชดเชยจะต้องไม่เกิน 6.3 หมื่นบาทต่อราย เหมือนกับกรณีที่ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางพารา
วิธีการนี้จะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากเกษตรกรจะมีเงินทุนสำรองก้อนหนึ่งอยู่ในมือสำหรับนำไปบริหารจัดการ ทำให้สามารถรอดูทิศทางหรือแนวโน้มราคาซื้อขายมันสำปะหลัง ในตลาดได้ว่าควรที่จะขุดหัวมันขึ้นมาขายเมื่อไหร่ แต่หากขายในช่วงที่ราคาต่ำกว่าส่วนต่างที่ได้รับก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนไปเอง
ทั้งนี้ ปกติสายพันธุ์ของมันสำปะหลังประเภทอายุเวลาสั้นจะสามารถขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขายได้ในระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน ส่วนสายพันธุ์อายุยาวก็จะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 12 เดือนขึ้นไป ซึ่งเกษตรกรสามารถชะลอการขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขายได้เต็มที่อายุไม่เกิน 24 เดือน เพราะหัวมันฯ ที่ได้จะฝ่อและมีเปอร์เซ็นต์แป้งลดลง ที่สำคัญวิธีการนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ค่อนข้างให้การยอมรับ เพราะมองว่าดีกว่ารูปแบบการรับจำนำแบบเก่าที่มีปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการและการทุจริตคอร์รัปชั่น เนื่องจากรัฐบาลต้องไปขอให้โรงงานแป้งมันและลานมันเข้าร่วมโครงการด้วยซึ่งที่ผ่านมาก็มีโรงแป้งและลานมันสนใจเข้าร่วมโครงการน้อยมาก ทำให้เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
ขณะที่การช่วยเหลือในรูปแบบการจ่ายชดเชยนี้ จะเป็นการลดปัญหาการทุจริตและลดค่าบริหารจัดการในส่วนของโรงแป้งและลานมันออกไป รวมทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าและบริหารจัดการโกดังให้แก่รัฐบาลด้วย ซึ่งเบ็ดเสร็จแล้ววิธีการแบบใหม่นี้จะใช้งบประมาณในวงเงินที่ลดลงจากเดิมที่มีการใช้อยู่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทเกือบครึ่ง
ทว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่จะได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรด้วย ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 4.97 แสนราย (ครัวเรือน) มีผลผลิตประมาณ 28 ล้านตัน
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ตาม หากมีการบริหารจัดการที่ดี ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นก็น่าจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด เพราะทั้งการชดเชย การแทรกแซงหรือการรับจำนำต่างก็เป็นเรื่องของการเมืองทั้งนั้น







