
แม่ทัพคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคมุ่งโต2หลัก
เร่งเพิ่มสินค้าใหม่กระตุ้นตลาดรวมพร้อมตั้งรับเออีซี
เร่งเพิ่มสินค้าใหม่กระตุ้นตลาดรวมพร้อมตั้งรับเออีซี
แม่ทัพหญิงคิมเบอร์ลี่ย์คล๊าค ประกาศยุทธศาสตร์โตสองหลักต่อเนื่อง พร้อมรับมือเปิดเออีซี
นางราตรี สกุลตันติเมธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์คล๊าค ประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้วางยุทธศาสตร์ผลักดันรายได้ของบริษัทให้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือมากกว่า 10% อย่างต่อเนื่องภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ จากปี 2556 ที่คาดว่าบริษัทจะมีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ นางราตรีถือเป็นผู้บริหารหญิงคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของคิมเบอร์ลี่ย์คล๊าค ประเทศไทย โดยเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ จะมุ่งสร้างการเติบโตจากสินค้าเดิมที่มีอยู่ด้วยการสร้างสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การขยายไลน์สู่สินค้ากระดาษทิชชูชนิดเปียก กระดาษอเนกประสงค์ ฯลฯ และการขยายไลน์สินค้ากลุ่มใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาดที่จะมีให้เห็นในปีหน้า โดยนำเข้าจากต่างประเทศมาทดลอง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
ขณะที่ตลาดรวมผลิตภัณฑ์กระดาษทิชชูปีนี้มีมูลค่าตลาด 5,500 ล้านบาท แต่เติบโตไม่ถึง 5% เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีการใช้ค่อนข้างครอบคลุม โดยบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40% เป็นผู้นำตลาด และวางเป้าหมายรักษาตำแหน่งผู้นำต่อเนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าว ซึ่งการเติบโตอีกส่วนหนึ่งจะมาจากการเพิ่มการใช้ในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น
“ตลาดกระดาษทิชชูเติบโตน้อย แต่สินค้าที่ผลักดันให้ตลาดรวมเติบโตจะมาจากกลุ่มใหม่ๆ เช่น กระดาษอเนกประสงค์ กระดาษเช็ดหน้า ซึ่งขณะนี้ตลาดยังเล็ก แต่มีช่องทางเติบโตได้อีกมาก จากผู้บริโภคที่ยังมีอัตราการใช้น้อยและจะเพิ่มขึ้นในอนาคต” นางราตรี กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมแผนรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่คาดว่าจะมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เช่น ผู้ประกอบการจากประเทศอินโดนีเซีย ที่เริ่มทำตลาดต่างจังหวัดผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว
อย่างไรก็ตาม กระดาษทิชชูจากต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในตลาดล่าง ดังนั้น บริษัทจึงเน้นการสร้างความแตกต่างจากการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในระดับพรีเมียม รวมทั้งมองหาโอกาสการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งพม่าเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงอีก 23 เท่าในอนาคตอันใกล้ โดยเมื่อปี 2555 บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าอีก 20% เพื่อรองรับแผนขยายตลาด







