
ทีมงานที่ดีมีค่ายิ่งกว่าทอง
คนที่เป็นเจ้าของกิจการหรือคนที่เป็นระดับหัวหน้าในองค์กรต่างๆ จะรู้ซึ้งดีถึงความสำคัญของทีมงาน เพราะถ้างานของเราหรือธุรกิจของเราใหญ่ระดับหนึ่ง เราจะพบว่าเราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้เหมือนเมื่อก่อน ตัวเนื้องานส่วนใหญ่จะเป็นคนในทีมงานที่ทำให้มี ทำให้เกิด ส่วนคนเป็นหัวหน้าบทบาทก็จะเปลี่ยนไปเป็นการจัดการเรื่องคน การจัดการปัญหาเรื่องงานของทีมงานแทน แต่อันหนึ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆ คือ การดูแลสมาชิกในทีม การปกป้องสมาชิกในทีม เพราะว่าการที่เราดูแลและปกป้องสมาชิกในทีมก็เสมือนเราดูแลและปกป้องผลงานของเรา ธุรกิจของเรานั้นเอง
คนที่เป็นเจ้าของกิจการหรือคนที่เป็นระดับหัวหน้าในองค์กรต่างๆ จะรู้ซึ้งดีถึงความสำคัญของทีมงาน เพราะถ้างานของเราหรือธุรกิจของเราใหญ่ระดับหนึ่ง เราจะพบว่าเราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้เหมือนเมื่อก่อน ตัวเนื้องานส่วนใหญ่จะเป็นคนในทีมงานที่ทำให้มี ทำให้เกิด ส่วนคนเป็นหัวหน้าบทบาทก็จะเปลี่ยนไปเป็นการจัดการเรื่องคน การจัดการปัญหาเรื่องงานของทีมงานแทน แต่อันหนึ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆ คือ การดูแลสมาชิกในทีม การปกป้องสมาชิกในทีม เพราะว่าการที่เราดูแลและปกป้องสมาชิกในทีมก็เสมือนเราดูแลและปกป้องผลงานของเรา ธุรกิจของเรานั้นเอง
การที่เป็นผู้บริหารระดับกลางในองค์กรใหญ่ๆ จะว่าไปก็ได้ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง เพราะถ้าเป็นพนักงานระดับล่างก็ทำตามคำสั่งอย่างเดียว หรือถ้าเป็นผู้บริหารสูงสุดก็สั่งอย่างเดียว เอาเวลาที่เหลือไปคิดเรื่องนโยบายขององค์กรแทน แต่คนที่เป็นผู้บริหารระดับกลางจะมีทั้งข้างบนและข้างล่าง มีทั้งบทบาทที่เป็นทีมงานและบทบาทที่เป็นผู้นำทีมงาน ดังนั้นหน้าที่หลักๆ ของผู้นำทีมงานที่ดีมีสองอย่างหลักๆ คือ ติดตามดูแลงานและช่วยเหลือสนับสนุน เพราะนั้นคือสิ่งที่สมาชิกในทีมงานต้องการ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสมาชิกในทีมของเราเสนอโครงการที่คิดว่าดี แต่ปรากฏว่าถูกหัวหน้าคัดค้านเพราะอาจจะเห็นต่างกัน แต่ถ้าเราคิดว่าเป็นโครงการที่ดีจริงๆ เราต้องช่วยสนับสนุนให้โครงการนั้นผ่านให้ได้ โดยช่วยโน้มน้าวคนเป็นหัวหน้าให้เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว เช่น ถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นผมรับผิดชอบเอง ขอให้ทีมงานได้ลองทำดูก่อนนะครับ นี้คือความใจกว้างของคนเป็นผู้นำทีมงาน คนที่ใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มักจะได้รับความเชื่อถือจากสมาชิก
การที่จะดูแลและบริหารทีมงานให้ดีได้นั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือการใส่ใจ ผู้นำทีมต้องเป็นคนที่ใส่ใจทีมงานในทุกๆ เรื่อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรายละเอียดเรื่องงาน เพราะเรื่องเหล่านั้นคนที่เป็นทีมงานมีความรู้และทักษะอยู่แล้ว เพราะสมาชิกในทีมที่ได้รับการใส่ใจจากหัวหน้าทีมที่เป็นรุ่นพี่ในที่ทำงาน จะรู้สึกดีใจที่มีคนใส่ใจ ที่มีคนเป็นห่วงเป็นใย รู้สึกว่าตัวเองได้รับการประเมินผลงานจากหัวหน้าทีม และทำให้มีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น
บางครั้งความรู้สึกดีๆ ความห่วงใยกันกลับมีค่าในเชิงจิตใจมากกว่าผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ เสียอีก ในการที่จะรั้งกันไว้ให้ทำงานด้วยกันต่อไป การใส่ใจไม่ใช่นิสัย แต่เป็นเทคนิค ดังนั้นสามารถทำได้ถ้าใส่ใจกันหน่อย ถ้านึกภาพไม่ออกว่าการใส่ใจต้องทำอะไร ก็ลองดูตามสี่ข้อนี้ คือ หนึ่ง สังเกตคนในทีมงานว่ามีอะไรแตกต่างไปจากเดิม สอง หมั่นเข้าไปทักทายในตอนเช้า หรือชวนพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ สาม สร้างบรรยากาศในทีมที่ทำให้สมาชิกเข้าหาเราได้ง่าย สี่ ถ้ามีเรื่องอะไรข้องใจถามความเห็นจากบุคคลที่สามเพื่อให้ได้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารระดับกลางควรมีแต่มักไม่ค่อยมีกัน คือ ต้องเด็ดขาดกับเจ้านาย แต่ใจดีกับสมาชิกในทีมงาน การที่หัวหน้าทีมสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมากับเจ้านาย จะเพิ่มความไว้วางใจให้แก่สมาชิก กล่าวคือ สมาชิกจะเห็นว่าเราไม่ยึดติดกับความเห็นของเจ้านายอย่างเดียว สามารถเป็นที่พึ่งให้ทีมงานได้ ความไว้วางใจต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกในทีมรู้สึกว่าเมื่อตนได้รับความเดือดร้อน หัวหน้าทีมของเขาจะคอยปกป้องให้
บทบาทที่ดีของผู้บริหารระดับกลาง คือ ปกป้องสมาชิกจากแรงกดดันของเจ้านาย เช่น คนในทีมงานไม่พอใจต่อระบบงานในปัจจุบัน เราในฐานะที่เป็นผู้บริหารระดับกลาง ข้อความที่ส่งต่อไปยังเจ้านายก็คือ ถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้สมาชิกในทีมมีภาระเพิ่มมากขึ้น เราสามารถช่วยทำอะไรได้บ้างครับ แต่เรื่องเดียวกันข้อความที่ส่งไปยังสมาชิกในทีมคือ ถ้ามีเรื่องอะไรที่คิดว่าไม่พอใจ ไม่ต้องอดกลั้นไว้ ขอให้บอกมา ผมจะเป็นปากเป็นเสียงให้เอง แต่ถ้าเราเป็นคนประจบประแจงก็จะไม่ได้รับการไว้วางใจจากทีมงาน เขาก็จะมองว่าเราเป็นแค่คนขององค์กร แค่นำนโยบายมาบอกต่อแค่นั้น ซึ่งโดยทั่วๆ ไป มักจะผิดพลาดกันตรงที่ว่าเรามักจะวางตัวไปด้านใดด้านหนึ่งเลย กล่าวคือ ประจบเจ้านาย และวางท่ากับสมาชิกในทีม หรือไม่ก็เอาอกเอาใจสมาชิกซะเหลือเกินและต่อต้านเจ้านาย แต่จริงๆ แล้วต้องไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ต้องอยู่ระหว่างสองอย่างนั้นให้ได้ ไม่ว่าจะเจ้านายหรือทีมงาน เราจะต้องแสดงความเคารพนับถือเหมือนๆ กัน และรักษาความเชื่อถือไว้วางใจที่มีต่อกัน
เราต้องดูแลสมาชิกทุกคนโดยไม่มีอคติ ดังนั้นเราจะจัดการอย่างไรกับสมาชิกที่ไม่ถูกชะตากัน ขั้นแรก ต้องทำความเข้าใจค่านิยมทีมงานคนนั้นก่อน เพราะแรงจูงใจในการทำงานแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เช่น ทำเพื่อหาเงิน ทำเพื่อการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ ทำเพื่อความเจริญในหน้าที่การงาน ทำเพราะสนุกและชอบเพื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น และคอยสังเกตพฤติกรรม เราอาจจะเห็นในส่วนที่เราเข้าใจผิดหรือในส่วนที่เรายังไม่รู้จักเขา อาจทำให้ความไม่ชอบลดลงก็ได้ จากนั้นก็หาโอกาสคุยบ่อยๆ
หลายคนมีทีมงานที่ดีอยู่แล้ว เพราะการสร้างทีมงานที่ดีไม่ยากเลย แต่ที่ยากกว่าคือการรักษาทีมงานที่ดีให้อยู่กับเราตลอดไปต่างหาก เพราะทรัพยากรที่มีในองค์กรนั้นมีจำกัด เราไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งให้ทุกคนได้ ไม่สามารถขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนได้ ในขณะที่คนทำงานทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองทำงานเก่ง ทำงานหนัก แต่ถ้าเราเสียทีมงานที่ดีไป ก็คงกระทบผลงานของเรา ดังนั้นการรักษาผลงานที่ดีของเรา ก็ต้องเริ่มจากการที่รักษาทีมงานที่ดีไว้ให้ได้







