
ย้ำเข้ม"ความโปร่งใส"หนุนลงทุนไทย-จีน
ประเทศไทยและจีน มีความเชื่อมโยงอันแนบแน่นมานาน ทั้งความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน อีกทั้งทำเลที่ตั้งไม่ได้ห่างไกลกันมากจนเกินไป สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวก ส่งผลให้ทุนจีนไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพลักษณ์ทางลบของไทย โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่น ความไม่โปร่งใส อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งสองฝ่ายได้
ประเทศไทยและจีน มีความเชื่อมโยงอันแนบแน่นมานาน ทั้งความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน อีกทั้งทำเลที่ตั้งไม่ได้ห่างไกลกันมากจนเกินไป สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวก ส่งผลให้ทุนจีนไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพลักษณ์ทางลบของไทย โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่น ความไม่โปร่งใส อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งสองฝ่ายได้
ไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานสภาธุรกิจไทยจีน ฉายภาพว่า แนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนจีนในเมืองไทยยังมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันจีนกำลังให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนอย่างมาก โดยมีนโยบายหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อส่งกลับไปประเทศ ซึ่งจีนมองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่จะเป็นผู้ผลิตอาหารให้จีนได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังส่งเสริมให้นักลงทุนออกมาขยายธุรกิจในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะธุรกิจบริการ เช่น ท่องเที่ยว ขนส่ง เพื่อรองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวของนักลงทุนจีนที่จะเดินทางเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้แนวโน้มทุนจีนเข้าไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
สำหรับมูลค่าการลงทุนของนักลงทุนจีนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ก.ย. 2556 มีโครงการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน 31 โครงการ เช่น โครงการเกษตรกรรมและผลผลิตจากการเกษตร เคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก กิจการบริการ และสาธารณูปโภค โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มี 30 โครงการ ขณะที่มูลค่าการลงทุนรวม อยู่ที่ 3.77 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7 เท่า จากยอด 1.02 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน ม.ค.ก.ย. 2555
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ภาพลักษณ์บางเรื่องของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติค่อนข้างจะเป็นภาพลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนมีความกังวลและให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาล กฎระเบียบกติกาที่ไม่ดำเนินไปตามหลักสากล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนได้
“โดยรวมเมืองไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างดี มีความพร้อมรับการลงทุน แต่หากมีกฎระเบียบกติกาที่ไม่เป็นสากล นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นลดลง ซึ่งเอกชนเป็นห่วงเพราะไทยกำลังไปได้ด้วยดี”
ไพรัช ชี้ว่า ประเด็นเรื่องความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น โดยขยายความว่า บางโครงการเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อขาดความชัดเจนอาจทำให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น โครงการแท็บเล็ต ที่เดิมเป็นโครงการแบบรัฐต่อรัฐ แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทยและเอกชนจีน หรือการลงทุนโครงการไชน่าซิตี้คอมเพล็กซ์ หรือศูนย์แสดงสินค้านานาชาติไทยจีน ในพื้นที่ย่านบางนา ด้วยงบลงทุนสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้พับแผนไปแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่า เมื่อภาคเอกชนร่วมลงทุนกันจำเป็นต้องศึกษาศักยภาพของแต่ละฝ่าย และมีความระมัดระวังมากขึ้น
สำหรับประเด็นการลงทุนรถไฟความเร็วสูงที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดนั้น รัฐบาลจีนได้แสดงความสนใจอย่างมากที่จะเข้ามาลงทุนเช่นกัน แต่เมื่อโครงการดังกล่าวถูกโยงเข้ากับเรื่องข้าว จึงสร้างความไม่ชัดเจนขึ้นทันที โดยรายละเอียดถูกปิดเป็นความลับและขั้นตอนอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งการทำระบบแลกเปลี่ยนสิ่งค้า หรือบาร์เตอร์เทรด ถือเป็นวิธีที่ยอมรับได้ แต่ต้องแสดงถึงความโปร่งใสและความชัดเจนให้สังคมเห็น
นอกจากนี้ นักลงทุนรายอื่นที่สนใจโครงการรถไฟความเร็วสูง เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา ฝรั่งเศส ต่างต้องการนำเสนอเทคโนโลยีให้ไทย แต่เมื่อมีประเด็นบาร์เตอร์เทรดกับจีน หลายฝ่ายกลับถอยเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน เนื่องจากไม่มั่นใจว่า โครงการนี้มีหลักเกณฑ์อย่างไร
ทั้งนี้ ภาคเอกชนจึงต้องการให้โครงการลงทุนทุกโครงการในประเทศไทยมีความโปร่งใส มีกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งไทยและจีนมีความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจร่วมกัน







