
น้ำมันปี’57ยังไม่นิ่ง
คาดราคาสูงสุดแตะ112เหรียญสหรัฐจับตาปัจจัยต่างประเทศตัวแปรหลัก
คาดราคาสูงสุดแตะ112เหรียญสหรัฐจับตาปัจจัยต่างประเทศตัวแปรหลัก
กลุ่มโรงกลั่นฯ คาดราคาน้ำมัน ปี 2557 ยังผันผวนในกรอบ 90112 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยถึงทิศทางและแนวโน้มสถานการณ์น้ำมันของโลกในปี 2557 ในงาน “แนวโน้มราคาน้ำมันโลกปี 2014 และทิศทางน้ำมันเชื้อเพลิงไทยในอนาคต” ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปี 2557 ยังคงผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 90-112 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 104 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยให้ปัจจัยที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว
สำหรับความต้องการใช้น้ำมันของโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว โดยความต้องการใช้น้ำมันในปี 2557 อยู่ในระดับ 91 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปี 2556 ซึ่งความต้องการส่วนเพิ่มนั้นยังคงมาจากภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก นำโดยประเทศจีนและประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา
ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันของโลกในปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปริมาณการผลิตจากกลุ่มนอกประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) อยู่ที่ 62.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านโอเปกมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 29.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้โอเปกต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมกำลังการผลิต ด้วยการลดกำลังการผลิตน้ำมันจากระดับปัจจุบัน เพื่อสร้างสมดุลในตลาด
ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวเสวนาในเรื่องทิศทางน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคต ว่า กระทรวงพลังงานควรมีการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันให้มีความเหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้นโยบายอุดหนุนราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท เพราะตลอดระยะเวลาการตรึงราคาดีเซลที่ผ่านมา ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปพยุงราคาเกือบ 3 แสนล้านบาท แต่ยังไม่เห็นว่าค่าโดยสารและภาคขนส่งจะปรับลดราคาลง ในทางกลับกันยอดใช้ดีเซลกลับเพิ่มขึ้นจากวันละ 50 ล้านลิตร เป็นวันละ 60 ล้านลิตร สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีการประหยัดพลังงานเกิดขึ้น







