posttoday
การจัดพอร์ตแบบ ‘สมดุลตามอาย’

การจัดพอร์ตแบบ ‘สมดุลตามอาย’

05 พฤศจิกายน 2556

ด้วยการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ”จากการศึกษาของสภาพัฒน์ฯ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค “สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)” จากปัจจุบันมีประชากรที่มีอายุสูงกว่า 65 ปีขึ้นไปที่ประมาณ 9% จะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 25% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี 2583 นอกจากนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ทำการศึกษาเช่นกันว่าผู้สูงอายุชาวไทยในปัจจุบันมีมากถึง 2 ใน 3 ที่ไม่มีเงินออม ส่วนที่มีเงินออมมากกว่า 1 ล้านบาทนั้น มีเพียง 5% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านที่อ่านบทความฉบับนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ “วัยสูงอายุ” ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องการออมการลงทุน เพื่อรับกับ Mega Trend ของประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ

ด้วยการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ”จากการศึกษาของสภาพัฒน์ฯ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค “สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)” จากปัจจุบันมีประชากรที่มีอายุสูงกว่า 65 ปีขึ้นไปที่ประมาณ 9% จะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 25% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี 2583 นอกจากนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ทำการศึกษาเช่นกันว่าผู้สูงอายุชาวไทยในปัจจุบันมีมากถึง 2 ใน 3 ที่ไม่มีเงินออม ส่วนที่มีเงินออมมากกว่า 1 ล้านบาทนั้น มีเพียง 5% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านที่อ่านบทความฉบับนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ “วัยสูงอายุ” ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องการออมการลงทุน เพื่อรับกับ Mega Trend ของประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ

ทำไมต้องจัดพอร์ตลงทุน

ข้าวราดแกงวันนี้ราคาจานละ 35 บาท ถ้าท่านเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า หากคิดอัตราเงินเฟ้อที่ 3% ข้าวแกงจะราคาเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวเป็น 85 บาท หากคุณคิดว่าหลังเกษียณอยากมีเงินใช้ซักเดือนละ 3 หมื่นบาท จริงๆ คุณต้องมีประมาณเดือนละกว่า 7 หมื่นบาท ในยามสูงอายุ เพราะราคาข้าวของที่แพงขึ้น

ถ้าคุณตั้งใจจะเลี้ยงดูตัวเองในยามเกษียณจำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันสิ้นสุดการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท หลายๆ ท่านอาจรู้สึกว่าจำนวนเงินขนาดนี้เยอะเกินกว่าจะหาได้ แต่ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

ถ้าคุณโชคดีมีมรดกอยู่ 1 ล้านบาทวันนี้ หากนำเงินไปลงทุนได้ 3% ทุกปี อีก 30 ปี จะเพิ่มมูลค่ากว่าสองเท่าตัวเป็น 2.4 ล้านบาท แต่หากลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% อีก 30 ปี จะเพิ่มมูลค่าเกือบยี่สิบเท่าตัวเป็น 17.4 ล้านบาท

จัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ”

ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และไม่ได้มีเวลามากที่จะติดตามการลงทุน จึงเป็นที่มาของการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ” ซึ่งแนวทางคือนักลงทุนเพียงแต่ระบุ “อายุเกษียณ” ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะทำหน้าที่จัดพอร์ตให้เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุน หากระยะเวลาการลงทุนระยะยาวจะสามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง ก็ควรมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากหน่อย หากใกล้จะเกษียณแล้วก็ควรจะลดระดับความเสี่ยงลง เพื่อรักษามูลค่าของเงินที่จะต้องนำไปใช้ในยามสูงอายุ

จากแผนภาพข้างต้นเป็นการปรับลดระดับความเสี่ยงตามแนวคิดการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ” ซึ่งมีการลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงค่อนข้างสูงในช่วงที่นักลงทุนอยู่ในวัย 2045 ปี หลังจากนั้นจะทำการปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 510 ปีสุดท้าย ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้นักลงทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับสูงเป็นระยะเวลานานหลายปี และเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินครับ

กองทุนบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ”

ผู้เขียนมองว่าการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ” เหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำนาญ รวมไปถึงกองทุนประเภท LTF และ RMF เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวและมีเป้าหมายเพื่อการเกษียณ สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนต้องเริ่มปรับทัศนคติการลงทุน ลดความหวั่นไหวต่อความผันผวนระยะสั้น และให้ความสำคัญหลักกับการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ควบคู่กับการปรับระดับความเสี่ยงการลงทุนที่เหมาะสม ในปัจจุบันเริ่มมีบางหน่วยงานสำคัญด้านการออมเริ่มนำเสนอการจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ” และในอนาคตน่าจะได้เห็นการลงทุนลักษณะนี้มีความแพร่หลายมากขึ้น ในการนี้ บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การจัดพอร์ตแบบ “สมดุลตามอายุ (Target Date Retirement Plan)” เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยสู่ยุค Aging Society ที่กำลังจะมาถึงครับ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า