posttoday
‘พ่อให้เท่านี้แหละลูก’ ที่เหลือ จัดไป!!

‘พ่อให้เท่านี้แหละลูก’ ที่เหลือ จัดไป!!

05 พฤศจิกายน 2556

อ่านบทความใน Bloomberg แล้วผวา นึกสะท้อนว่า ขนาดคนในประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกายังถึงขั้นนี้ แล้วประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราจะทำกันอย่างไร

อ่านบทความใน Bloomberg แล้วผวา นึกสะท้อนว่า ขนาดคนในประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกายังถึงขั้นนี้ แล้วประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราจะทำกันอย่างไร

เรื่องมันมีอยู่ว่า นิตยสาร Bloomberg เขาเขียนบทความสัมภาษณ์อดีตผู้บริหารของบริษัท Fortune 500 ซึ่งก็คือคุยเปิดใจผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ใหญ่ระดับโลกนั่นแหละ สิ่งที่น่าตกใจคือ อดีตผู้บริหารระดับสูงท่านนี้เคยดูแลยอดขายใหญ่โต ไปไหนมาไหนก็บิน First Class แต่พอเกษียณอายุ วันนี้อายุประมาณ 70 กว่าๆ ก็ “เงินหมด!!” วันนี้เขารับจ้างอยู่ 2 อาชีพ คือ งานแรก งานเล็กๆ น้อยๆ ใน Club ของสนามกอล์ฟ และอีกงาน คือ พนักงานทำความสะอาดตามร้านอาหาร

จริงดิ!!

เรื่องที่เล่าผมว่าปัญหามันเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักๆ มันมาจากเดี๋ยวนี้การแพทย์ทำให้อายุคนยาวขึ้น แล้วจริงๆ มันไม่ใช่ดีนะ เพราะยิ่งแก่ โรคยิ่งเยอะ ปัญหาสุขภาพ ต้องใช้เงินมหาศาล จากเดิมคนเราหลังเกษียณไม่นานก็ตายแล้ว แต่เดี๋ยวนี้การแพทย์ดึงอายุเราไปใกล้ๆ 100 ปี ก็ประมาณว่า ถ้าหมอให้เราอยู่ได้นานขนาดไหน หมอก็รวยเท่านั้น ดังนั้น คุณต้องหายใจ!! ร่างกายจะเป็นง่อย สมองไร้การตอบสนอง ก็ขอให้คุณหายใจ!!

ฟังดูโคตรโหด แต่มันจริง!! เรานั่งประชุมเตรียมงาน “การเงินมั่นคงกับครอบครัวบัวหลวง” ก็มีหัวข้อนี้ขึ้นมาเป็นบทสนทนา ซึ่งเดิมทีเราก็มองๆ กันว่า สมัยก่อนคนเกษียณก็มักอยู่ไปอีกไม่นาน จากนั้นพอเขาตายก็ทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ลูกหลาน แต่เดี๋ยวนี้มันสลดเพราะเงินหมดก่อนตายซะส่วนใหญ่ ดังนั้น โจทย์เปลี่ยน!!

วันนี้พ่อแม่ Generation หลังๆ เริ่มพูดกันแล้วว่าต้องวางแผน ตัดเงินก้อนหนึ่งให้ลูก จากนั้นที่เหลือคือบริหารเอาไว้ใช้เอง ซึ่งแค่โจทย์แบบนี้หลายๆ คนก็ยังเครียด เพราะดูแล้วไม่น่าพอ ครั้นจะรอพึ่งรัฐบาล เช่น เงินกองทุนเกษียณ ก็มองแล้วไม่น่าพอ เพราะเดี๋ยวอัตราการเกิดประชากรลดลง นั่นเท่ากับว่าอีกหน่อยเงินกองทุนไม่พอแน่นอน เพราะมีแต่คนแก่ แต่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานเลี้ยงคนแก่มันไม่มี เพราะคนรุ่นใหม่มีลูกน้อย

ครับ!! เรามุ่งสู่สังคม “คนแก่” และแก่ไม่พอ “ป่วย” ด้วย สรุปเงินที่ไหนจะเอามาดูแลคนเหล่านี้ วันนี้อเมริกากำลังจะพังทั้งประเทศ ญี่ปุ่นวันนี้เริ่มเน่า ยุโรปก็ไม่รอด เพราะนับวันประเทศเดิมเคยรวย วันนี้ก็มีหนี้หัวบาน เอาแค่ให้ประเทศรอดจากหนี้ท่วมยังไม่ไหว จะเอาที่ไหนไปดูแลประชากรที่ทั้งแก่ทั้งป่วย

ไงล่ะ!! เรากำลังพูดถึงแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ที่กำลังจะระเบิดเพราะฟันธงได้เลยว่า สุดท้ายรัฐบาลไม่มีเงินจ่าย ดังนั้น ถ้าใครเข้าใจ ผมเชื่อแน่ว่าคุณต้องเริ่มคิดแล้วว่า “ถ้ารัฐบาลดูแลเราไม่ได้ ก็คงต้องเป็นเราที่ดูแลตัวเอง”

ฮึม!! เครียดไหม ต้องดูแลตัวเอง เอาไงดี

กลับมาที่โจทย์แรก บางครอบครัวอยากตัดเงินสักก้อนให้ลูกไปเลย หลังเรียนจบแล้วให้เขาใช้เงินนั้นเป็นทุนในการดูแลตัวเอง “พอมีโจทย์แบบนี้เกิดขึ้น ทางทีมที่ปรึกษาการลงทุนของเราก็มานั่งคิดว่า ตัวเลขเท่าไหร่ ถึงจะพอในจุดเริ่ม”

คุณว่าเท่าไหร่ ... 10 ล้าน 100 ล้าน หรือมากกว่านั้น บ้าดิ!! จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่สามารถตัดเงินให้ลูกได้ขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ตัวเองยังมีภาระต้องดูแลตัวเองหลังเกษียณจนตายอีกเกือบ 40 ปี ดังนั้น เรามองกันว่า 10 ล้าน น่าจะเป็นตัวเลขที่ Make Sense คือน่าจะเป็นไปได้สำหรับหลายๆ ครอบครัว

เราเริ่มวางดูว่า ถ้า 10 ล้านบาท เราเริ่มที่เอามาซื้อ Debt Instrument “ตราสารหนี้ + ทุน” ที่เสี่ยงพอๆ กับเงินฝาก แต่ผลตอบแทนดีกว่า ก็คือเอามาซื้อหุ้นกู้, Property Fund และหุ้นปันผลบางตัว เฉลี่ยก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 6% ขึ้นไป นำมาซึ่ง Cash Flow จากรายได้ที่ออกมาจากเงินคือ 600,000 บาทต่อปี (ไม่แตะเงินต้นที่ลงทุนก็คือ ถือยาวววว...ไม่ขาย) – นี่แหละเราก็ได้ “เครื่องผลิตเงินเบื้องต้นที่ให้เงินออกมาเฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาทต่อเดือน”

ถึงจุดนี้หลายคนก็มองว่า “อิสรภาพทางการเงินเบื้องต้นแล้ว” หากใช้น้อยกว่า 50,000 บาท ถูกต้อง!! นี่แหละโจทย์แรก ต้องประกาศอิสรภาพทางการเงินก่อน แล้วหลังจากนั้นเราก็เลือกว่าเราจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตทำในสิ่งที่เรารักไง เอาว่าหากใครชอบสุดโต่งหน่อย เงิน 50,000 บาทต่อเดือนที่ได้ ก็เอากลับมาลงทุนแบบเสี่ยง หรือทำกิจการอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ นั่นแหละ เบื้องต้นต้องตั้งเป้าหมายอิสรภาพที่ทำได้จริงก่อนจะไปสู่ความฝันขั้นต่อไป!!

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน