
การเมืองสุดซอยทางตันเศรษฐกิจไทย
การเมืองช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแก้ไขร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบยกกระบิ ทั้งม็อบผู้กระทำความผิด และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งคดีทุจริตคอร์รัปชั่นย้อนหลังไปถึงปี 2547 กลายเป็นชนวนให้มีกลุ่มต่อต้านในหลายพื้นที่ของ กทม. ขณะเดียวกัน ในรัฐสภา สส.ซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ออกมาโต้ตอบกัน ทั้งสนับสนุนและคัดค้านแบบดุเดือดเผ็ดมันไม่แพ้กัน แต่ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติผ่านร่างกฎหมายในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้การเมืองนอกสภาจะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะต่างมีกองเชียร์และผู้สนับสนุนจำนวนมาก และต่างไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ กติกา ระบบศาลยุติธรรม รวมทั้งข้อเสนอแนะดีๆ จากองค์กรต่างๆ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่การปรองดองก็ไม่รับฟัง
การเมืองช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแก้ไขร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบยกกระบิ ทั้งม็อบผู้กระทำความผิด และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งคดีทุจริตคอร์รัปชั่นย้อนหลังไปถึงปี 2547 กลายเป็นชนวนให้มีกลุ่มต่อต้านในหลายพื้นที่ของ กทม. ขณะเดียวกัน ในรัฐสภา สส.ซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ออกมาโต้ตอบกัน ทั้งสนับสนุนและคัดค้านแบบดุเดือดเผ็ดมันไม่แพ้กัน แต่ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติผ่านร่างกฎหมายในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้การเมืองนอกสภาจะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะต่างมีกองเชียร์และผู้สนับสนุนจำนวนมาก และต่างไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ กติกา ระบบศาลยุติธรรม รวมทั้งข้อเสนอแนะดีๆ จากองค์กรต่างๆ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่การปรองดองก็ไม่รับฟัง
หลายคนได้เสนอแนวทางแก้ไขแบบ “Zero Set” คือกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ หรือบางคนเห็นว่า กลไกการแก้ไขปัญหาติดล็อก หรือแฮง ถึงขั้นต้อง “Reset” คือเซตโปรแกรมใหม่หมด แต่ไม่ได้บอกว่า วิธีการจะทำอย่างไร ฝ่ายที่เสียประโยชน์จะเอาไหม กลุ่มต่อต้านจะยอมหรือไม่ ซึ่งการที่สังคมไทยไม่ยึดหลักนิติรัฐ อีกทั้งระบบรัฐสภาไม่สามารถขับเคลื่อนยุติปัญหาความขัดแย้งได้ ทำให้ความขัดแย้งดูเหมือนจะทวีความรุนแรง การแก้ปัญหาการเมืองแบบสุดซอยจึงทำให้เกิดซอยตัน ไม่รู้จะหาทางออกได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบไปสู่ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่อยู่ในสภาพเปราะบางอยู่แล้วจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสภาพคล่องทางการเงิน รอเวลาที่จะปะทุออกมา ทั้งนี้ วิกฤตการเมืองในประเทศที่มีต่อเนื่องมากว่า 7 ปีเศษ ได้กลายเป็นมะเร็งเกาะติดกับระบบเศรษฐกิจและลดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปอย่างประเมินมูลค่ามิได้
ตัวเลขซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของไทย ยังเห็นได้จากอัตราการว่างงานเดือน ส.ค. ที่มีปริมาณคนว่างงานสูงขึ้นอย่างเป็นนัย กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรม มีผู้ว่างงาน 5.4 หมื่นคน ภาคค้าปลีกค้าส่ง มีผู้ว่างงาน 5.5 หมื่นคน ภาคเกษตรรวมว่างงานตามฤดูกาลอีก 6.5 หมื่นคน แต่โดยภาพรวมยังถือว่าประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำมาก ที่น่าเป็นห่วงจะเป็นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคส่วนเดียวที่ยังมีการขยายตัว หากปัญหาการเมืองในประเทศยังยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สะท้อนจากสภาการท่องเที่ยวได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลต่อผลกระทบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นนี้
วิกฤตการเมืองของไทยซึ่งตกอยู่ในกับดักของวังวน ไม่สามารถหาทางออกไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความปรองดองในประเทศ ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นแทรกซ้อนกับสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับที่สูงมาก ถึงร้อยละ 63 ของจีดีพี ขณะเดียวกัน จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้เครื่องมือและทรัพยากรในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับต้องใช้เวลาที่สำคัญในช่วงนี้ไปแก้ปัญหาให้กับเสถียรภาพของรัฐบาลเอง ทางออกในการแก้ปัญหาของไทยจะเป็นอย่างไร หากการแก้ปัญหาการเมืองแบบสุดซอยจนทำให้กลายเป็นซอยตัน แก้ปัญหาไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผมคงบอกไม่ได้ เพียงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคำนึงถึงส่วนรวม ยึดประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ทำเพื่อพวกหรือเพื่อพรรค ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกันอย่างเดียว จนกลายเป็นกับดักขัดแย้งความคิดทางการเมืองไปกระทบเศรษฐกิจของไทยซึ่งกำลังเปราะบางอยู่แล้วให้ลงสู่ก้นเหว ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คงไม่ใช่ใคร นอกจากประชาชนและชาวบ้านอย่างพวกเรา n
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







