
"แคทลีน มาลีนนท์" ทายาทรุ่น 3 เลือกลุยพลังงานทดแทน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
แคทลีน มาลีนนท์ ถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของกลุ่ม “มาลีนนท์” เล่าให้ฟังว่า บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) เป็นธุรกิจของครอบครัวใหญ่ แต่ธุรกิจของ บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ที่ปัจจุบันนั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เป็นอีกธุรกิจของครอบครัวย่อยที่ฉีกออกมา ถือเป็นการเติบโตในธุรกิจที่มีโอกาสตามมุมมองของแต่ละคน
แคทลีนเลือกเข้ามาจับธุรกิจพลังงานหมุนเวียนด้วยเหตุบังเอิญ แต่มีความตั้งใจเข้ามาดูแลแบบเต็มตัว จุดเริ่มต้นเกิดจากคุณพ่อประชา มาลีนนท์ และทีมผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ได้รับใบอนุญาตให้ทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วงแรกที่ศึกษาตัดสินใจใช้เทคโนโลยีโซล่าเทอร์มอล คือ การใช้จานแบบแผ่นโค้งในการรับแสงอาทิตย์ จากนั้นอุ่นน้ำเป็นไอน้ำแล้วนำไปเป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า
จากนั้นในปลายปี 2553 ระหว่างการทำแผนงานและก่อสร้างต้องการหาผู้ร่วมทุน ด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ได้จำนวน 8 เมกะวัตต์ ได้ตัดสินใจก่อสร้างส่วนแรกที่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ขนาด 5 เมกะวัตต์ โดยขณะนั้นแคทลีนนั่งเก้าอี้กรรมการบริหาร บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) ซึ่งเข้ามาศึกษาและสรุปเข้าลงทุนถือหุ้นใน TSE สัดส่วน 25% มีกลุ่มมาลีนนท์เป็นผู้ถือหุ้นอีกสัดส่วน 56% และเป็นช่วงที่ TSE เริ่มขยายโครงการใหม่ๆ จำเป็นต้องบริหารงานที่ต่อเนื่องและชัดเจน จึงตัดสินใจเข้ามาดูแลธุรกิจนี้เต็มตัวในเดือน พ.ค. 2554
นอกจากนี้ เป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าก่อสร้างใกล้เสร็จ แต่มีปัญหามากเพราะเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นของใหม่ และเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศ กระทบต่อการเปิดทดสอบโครงการทั้งหมดให้ล่าช้า จนกระทั่งวันที่ 26 ธ.ค. 2554 เริ่มผลิตจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ
อย่างไรก็ดี หลังใช้เทคโนโลยีโซล่าเทอร์มอลมา 2 ปี พบว่าประสบปัญหาด้านภูมิอากาศของไทยมีเมฆบังเครื่องรับแสง ทำให้เครื่องผลิตไอน้ำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น จึงหารือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยอยู่ระหว่างการรออนุมัติเพื่อนำเทคโนโลยีไฮบริดเข้าเสริม ทั้งไบโอแมสและไบโอแก๊ส เพื่อเข้ามาใช้เป็นพลังงานพื้นฐาน แต่จะได้ราคาซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มอีกเพียง 0.30 บาท จากราคาไฟฟ้าพื้นฐาน
สำหรับแผนในอนาคตจะเดินต่อ หลังพบว่าเทคโนโลยีเดิมไม่เหมาะใช้ในไทย จึงหันมาใช้ Solar Photovoltaic (PV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตไฟฟ้าตอนนี้กำลังเป็นที่นิยม ทั้งนี้ TSE จะใช้เทคโนโลยีนี้พัฒนาโครงการใหม่ที่มีสัญญาขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าอีก 10 โรง ขนาดแห่งละ 8 เมกะวัตต์ ขนาดรวม 80 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ได้ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่ 6.50 บาท ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาว่าจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบหลังได้สัญญา 1 ปี ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินโครงการให้เสร็จเร็ว และต้องหาเงินสดเพื่อลงทุนโครงการได้เร็ว จึงเป็นที่มาของการหาพันธมิตรคือบริษัท ปตท. (PTT) เข้าร่วมลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 40% ถือเป็นประโยชน์ทำให้แบรนดิ้งของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น
ในอนาคตมีโอกาสเกิดขึ้นเพิ่ม เพราะ ปตท.ได้ส่งบุคลากรมาบริหารร่วม และปรับการบริหารงานภายในแบบมืออาชีพ แม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่ใช้ผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษากฎหมายที่ระดับสากล
ด้านแผนการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 เฟส ชุดละ 5 โรง 5 โรงแรกได้ดำเนินการเสร็จในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มผลิตจ่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้วจำนวน 2 โรง โดยตั้งใจจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าให้ครบทั้ง 5 โรงได้ภายในปลายเดือน ต.ค.ต้นเดือน พ.ย.
สำหรับแผนงานเฟส 2 อีก 5 โรงตั้งใจว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปลายปีนี้ หรืออย่างช้าเป็นต้นปี 2557 โรงไฟฟ้า 10 โรง ป้อนรายได้ประมาณ 1,400 ล้านบาท/ปี
ประมาณกลางปีหน้ายังมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ มองว่าขนาดโรงที่มีอยู่ยังไม่น่าสนใจ ดังนั้น จึงศึกษาทำโซลาร์รูฟท็อปในช่วงปลายปีก่อน โดย TSE ได้ร่วมกับพันธมิตรคือบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) และเดอะมอล์ กรุ๊ป ยื่นขอขนาด 4041 เมกะวัตต์ ซึ่งได้มา 13 เมกะวัตต์ ได้ราคาขายไฟฟ้าที่ 6.16 บาท โดยจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าภายในสิ้นปีนี้ หรือ วันที่ 31 ม.ค. 2557 แต่เมื่อเทียบผลตอบแทนการลงทุนของโครงการ (ไออาร์อาร์) ของโซลาร์รูฟท็อปจะอยู่ที่ประมาณ 1214% ต่ำกว่าโซลาร์ฟาร์มที่อยู่ประมาณเกือบ 20%
นอกจากนั้น ยังมีแผนที่จะเพิ่มความมั่นคงของธุรกิจ โดยหาโครงการใหม่ต่อเนื่อง ขณะนี้มีโครงการที่ญี่ปุ่นขนาดระหว่าง 950 เมกะวัตต์ เพราะมีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปิดตัวไป ดังนั้นจึงมีความต้องการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่เข้ามาทดแทนเร็วสุด คาดว่าจะร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น
จึงเป็นสาเหตุทำให้บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ทันตามแผนในปีนี้ที่วางไว้เดิม เพราะรอโครงการลงทุนอื่นๆ ทั้งพลังงานหมุนเวียนจากขยะและชีวมวล
ประโยชน์ที่ WAVE จะได้จากการถือหุ้น TSE คือเงินปันผลที่จะส่งกลับมาสม่ำเสมอด้วยนโยบายไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิ และมีมูลค่าหุ้น TSE ที่เพิ่มขึ้นหลังเข้าตลาดหุ้นมาช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นทางอ้อมให้กับ WAVE
จึงไม่แปลกใจที่หุ้น WAVE เดินหน้าและแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวมมาก ราคาขยับขึ้นจากระดับ 30 บาทเศษ มาเหนือ 40 บาทได้ แม้ช่วงนี้จะอ่อนตัวลงบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสในการเลือกซื้อเก็บไว้ในพอร์ต!!!







