posttoday
การเมืองชี้ทิศทางตลาดหุ้นช่วงสั้น

การเมืองชี้ทิศทางตลาดหุ้นช่วงสั้น

04 พฤศจิกายน 2556

ตลาดหุ้นไทยช่วงสั้นยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์การเมืองที่ร้อนฉ่า

ตลาดหุ้นไทยช่วงสั้นยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์การเมืองที่ร้อนฉ่า

บรรยากาศความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดหุ้น วอลุ่มเทรดหด ตลาดหุ้นไทยเริ่มให้ผลตอบแทนแย่กว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน นักลงทุนส่วนหนึ่งกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง กลุ่มนี้จึงลดความเสี่ยงด้วยการลดพอร์ต ถือเงินสดเพิ่มเพื่อรอช้อนซื้อของถูกเมื่อตลาดปรับตัวลงลึก

อีกกลุ่มหนึ่งแม้ไม่แน่ใจในสถานการณ์การเมือง แต่เล็งเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แม้การฟื้นตัวจะเชื่องช้า แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะกระเตื้องขึ้นในปีหน้า ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง สัดส่วนมาร์เก็ตแคปของหุ้นที่อิงการบริโภคเติบใหญ่ขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สวนทางกับของหุ้นโภคภัณฑ์ กำไรของหุ้นอิงการบริโภคมีแนวโน้มเติบโตมั่นคง ขณะที่ของหุ้นโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูง กำไรของตลาดในภาพรวมจึงลดความผันผวนลง

อย่างไรก็ดี Valuation หุ้นไทยยังไม่อยู่ในขั้น “ถูกจัด” กลุ่มนี้จึงใช้กลยุทธ์ รอตั้งรับเมื่อราคาหุ้นย่อตัว เนื่องจากยังหวั่นไหวต่อสถานการณ์ทางการเมือง

มีเพียงกลุ่มน้อยนิดที่มองสวนตลาด กลุ่มนี้ประเมินว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จึงเริ่มทยอยเข้าซื้อ

จะเห็นได้ว่า พวกที่อยากขายก็ได้ทยอยขายไปแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยัง “รอเก็บของถูก” ที่ดัชนีต่ำกว่า 1,400 จุด บ้างก็ว่าจะรอลึกถึง 1,350 จุด ก็มี คำถามคือถ้าหุ้นไม่ลงล่ะ จะยอมขยับราคาซื้อขึ้นมามากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ดี ช่วงสั้นดัชนีหุ้นคงไปได้ไม่ไกล แรงขายจะมีออกมาเป็นระยะ เนื่องจากตลาดหุ้นยังเผชิญวิบากกรรมอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในสังคมไทยต่อไป

แม้จะมีความเสี่ยงทางการเมือง แต่ไม่ควรกังวลจนลืมดูปัจจัยพื้นฐานและมูลค่าของกิจการ ในบางขณะ นักลงทุนส่วนใหญ่อาจวิตกมากเกินเหตุ จนราคาหุ้นตกต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ เช่น 30% ขึ้นไป กรณีนี้จะเป็นโอกาสช้อนซื้อหุ้น เพราะถูกคุ้มเสี่ยงครับ โดยอาจเน้นกิจการที่ได้รับผลกระทบน้อยจากความวุ่นวายทางการเมืองก่อน เช่น หุ้นโมเดิร์นเทรด โรงพยาบาล มือถือ เป็นต้น

เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี แม้เผชิญวิกฤตทางการเมืองมาหลายครั้ง ก็สามารถฟื้นกลับมาได้ทุกครั้ง การปรับฐานจากความเสี่ยงทางการเมืองจึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว รอเก็บหุ้นดังนี้ที่แนวรับใหญ่ๆ กลุ่มต่อไปนี้

1) หุ้นที่กำไรโตชัดเจน หุ้นท่องเที่ยวเน้น AOT CENTEL ที่หนุนโดยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตของคนชั้นกลางในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ กระแส AEC (การท่องเที่ยวอาจถูกกระทบระยะสั้น ดังนั้น อาจถอยตั้งรับ ลึกหน่อย) หุ้น THCOM ที่ความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนช่องสัญญาณไม่เพียงพอ แม้รวมดาวเทียมไทยคม 6 ที่จ่อยิงในเดือน พ.ย.

2) หุ้นที่กำไรมีความแน่นอนสูง แถมปันผลก็สูงด้วย เช่น INTUCH, BTS

3) หุ้นที่มีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาหรือกองทุนโครงสร้างฯ เช่น LH CPN HMPRO SPGC QH TICON โครงสร้างทางการเงินจะแข็งแรงมากขึ้น จ่ายปันผลได้มากขึ้น และมีเงินทุนกลับไปลงทุนในโครงการใหม่เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับมายังผู้ถือหุ้นในระยะถัดไป

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองยังมีผลประกอบการไตรมาส 3ที่ทยอยออกมาก่อนเส้นตายในกลางเดือน พ.ย. รวมถึงการปรับเปลี่ยนหุ้นในดัชนี MSCI ที่คาดว่าจะเพิ่มหุ้น BTS TMB เข้าไป ซึ่งจะกระตุ้นแรงซื้อจากกองทุนสไตล์ Passive Management ที่ปรับพอร์ตตามตะกร้าหุ้นในดัชนีนี้ รวมถึงการคาดการณ์แผนการลดทอน QE ของเฟด

ระหว่างที่เราวนเวียนอยู่กับความเสี่ยงทางการเมือง คงต้องตามเฝ้าดูว่า 1) จะมีการยกระดับการชุมนุมจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกระทบกระทั่ง จนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน 2) การบังคับใช้กฎหมายจะถูกต่อต้านและเกิดการสูญเสียมากน้อยแค่ไหน รวมถึงจะกระทบต่อความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ เพียงใด 3) ประเด็นต่อต้านจะขยายวงออกไปหรือไม่ ที่ใกล้ๆ ก็มีกรณีปราสาทพระวิหาร

ประเด็นเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน

ท้ายสุดนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง คงต้องขอวิงวอนทุกฝ่ายร่วมมือกันหาทางออกให้สังคมไทยโดยสงบ สันติ ปราศจากความรุนแรง โปรดคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ประเทศไทยเสียโอกาสไปมากแล้ว หยุดทำร้ายประเทศไทยเสียทีเถอะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท