
"Set Zero" น็อกเศรษฐกิจไทย
การที่สภาผู้แทนราษฎรลาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านวาระ 2 และ 3 เพียงชั่วข้ามคืน เพื่อ Set Zero การเมือง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การที่สภาผู้แทนราษฎรลาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านวาระ 2 และ 3 เพียงชั่วข้ามคืน เพื่อ Set Zero การเมือง ได้ตามที่นักการเมืองเสียงข้างมากลากไปหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้
แต่ที่แน่การ Set Zero นับหนึ่งการเมืองใหม่ได้สร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง เหมือนเศรษฐกิจโดนสึนามิคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าใส่ต้องกลับไปตั้งต้นกันใหม่
แค่สภาเรียกประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นก็ดิ่งลงหลายสิบจุดสวนทางทุกตลาดในโลกที่ดัชนีเป็นช่วงขาขึ้น เมื่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกรวบรัดผ่านสภายิ่งทำให้ตลาดหุ้นโงหัวไม่ขึ้น เพราะนักลงทุนผวาการเมืองเข้าสู่วิกฤตและส่งผลให้เศรษฐกิจเข้ามุมอับ
อาการผวาที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้ชัด คือ นักท่องเที่ยวหนีกระเจิงมีการยกเลิกและชะลอเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ทำให้ช่วงไฮซีซั่นจะกลายเป็นช่วงโลว์ซีซั่นลากยาว เพราะพิษ Set Zero แต่ภาคธุรกิจเศรษฐกิจมองว่าเป็นการนับหนึ่งเริ่มต้นวิกฤตการเมืองไทยเข้าสู่หมวดแตกหัก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองไทยมีปัญหาเขย่าเศรษฐกิจให้ถอยหลังเข้าครอง ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเหลือแค่ 3.4% ต่อปี แม้ว่าจะดูพอไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจไทยลดมาจากการประมาณการประมาณ 56% ต่อปี นั้นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยลดลงมากเกือบครึ่ง
ซึ่งแม้แต่กระทรวงการคลัง หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็หนีไม่พ้นปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือ 3% ต้นๆ จากที่พยายามจะเบ่งให้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่น้อยกว่า 4%เพื่อให้การบริหารงานด้านเศรษฐกิจออกมาดูดีไม่ขายหน้าว่าล้มเหลว
หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยังระบุว่า จะต้องติดตามปัญหาการเมืองรอบใหม่อย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากน้อยขนาดไหน เพราะหากการชุมนุมต่อต้านกฎหมายล้างผิด หรือล้มล้างรัฐบาลยืดเยื้อรุนแรง ก็ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่น้อย ทำให้เศรษฐกิจที่โตได้น้อยยิ่งน้อยลงไปอีก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่โค้งท้ายของปีที่เหลืออีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น
เพราะลำพังช่วงที่ผ่านมาของปียังไม่ Set Zero ทางการเมือง เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในช่วงว่าย่ำแย่เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ช่วงโค้งท้ายของเศรษฐกิจแทบทุกสำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ต่ำกว่า 4% แทบทั้งสิ้น จะมีโตกว่า 4% ก็เป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
ยิ่งไปดูตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเดือนก.ย. 2556 และไตรมาส 3 ของปี ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประกาศออกมายิ่งเห็นว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงชะลอตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน เครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายของรัฐบาลดับสนิท
ตัวเลขด้านการบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ย. 2556 ที่วัดจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวติดลบ 19.4% ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ติดลบ 30.7% และยอดขายจักรยานยนต์ติดลบ 11.1% เนื่องจากรายได้เกษตรกรลดลงจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ แม้ว่ารัฐบาลจะทุ่มเงินในโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมากว่า 6 แสนล้านบาทก็ตาม
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนวัดจากการนำเข้าสินค้าทุนก็ยังติดลบ 12.7% เพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังมีภัยคุกคามจากปัญหาการเมือง
ด้านการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจมาตลอดขยายตัวติดลบ 7.1% ยิ่งแย่กว่านั้นหลายสำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจคาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะโตได้แค่ 1% กว่าเท่านั้น จากที่กระทรวงพาณิชย์ประมาณการต้นปีว่าจะโตได้ถึง 78%
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ของปีที่ออกมาก็ดูไม่ดี การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวติดลบ 7.3% ยอดการจำหน่ายรถยนต์ติดลบ 24.8% ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ติดลบ 8.7% ด้านการลงทุนการนำเข้าสินค้าทุนติดลบ 7.9% และการส่งออกติดลบ 1.7% เป็นการฟ้องแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเข็นไม่ขึ้น
แม้ว่ารัฐบาลจะหันไปพึ่งแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจช่วงโค้งท้าย แต่ก็หวังได้ยาก เพราะเป้าการเบิกจ่ายไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 จำนวน 7 แสนล้านบาท เพื่อเบ่งเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีไม่กระเตื้อง เป้าที่ตั้งไว้จึงไม่ต่างอะไรกับเป้าหลอกไวท์ลายสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเท่านั้น เพราะหากไปดูการเบิกจ่ายของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ล้มเหลวตั้งเป้าเบิกจ่ายภาพรวมไว้ 94% ทำได้ 90.48% ยิ่งการเบิกจ่ายงบลงทุนตั้งเป้า 80% เบิกได้จริง 67.7%
สำหรับการเบิกงบจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังทำไม่ได้ติดทำประชาพิจารณ์และหลายธนาคารเริ่มขยาดไม่กล้าปล่อยเพราะกลัวผิดกฎหมายเบิกจ่ายไม่ทันปีนี้ เช่นเดียวกับการเบิกจ่าย พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่ไม่สามารถผลักดันกฎหมายออกมาทันปีนี้
ในส่วนของการฝากความหวังที่ภาคการท่องเที่ยวก็ดูหมดหวัง เพราะจากวิกฤตการ Set Zero เริ่มต้นใหม่ทางการเมือง ทำให้ความขัดแย้งคนในประเทศร้อนระอุทะลุจุดเดือดนักท่องเที่ยวไม่ผวาเข้ามาเที่ยวทำให้ความหวังเล็กๆของเศรษฐกิจมลายหายไปในพริบตา
นอกจากแรงขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยดับสนิทแล้ว เศรษฐกิจยังอมโรคร้ายจากพิษโครงการประชานิยมที่รัฐบาลทำไว้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปแล้วกว่า6.7 แสนล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท เท่ากับว่าการดำเนินการ 2 ปีที่ผ่านมา มีผลขาดทุนรวมกันถึง 4 แสนล้านบาท
ยังไม่รวมกับการรับจำนำข้าวรอบใหม่ที่ต้องใช้เงินอีก 2.7 แสนล้านบาท และจะต้องเกิดผลขาดทุนตามมาอีกไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท เหมือนกับปีก่อนหน้า
ปัญหาการรับจำนำข้าวเป็นที่จับตาของสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างประเทศอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นภาระการคลังก้อนโตและอาจจะพิจารณาลดเครดิตประเทศไทย หากยังปล่อยให้มีการรับจำนำข้าวและมีผลขาดทุนจำนวนมากแบบไม่มีวันสิ้นสุด
ตามกำหนดการเดิมสถาบันจัดอันดับต่างๆ ทั้ง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ต้องเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลในไทยในช่วงนี้ แต่ได้มีการเลื่อนออกไป เพราะต้องการติดตามผลกระทบการเมืองกับเศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งเท่ากับว่าเครดิตไทยมีความเสี่ยงจากโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากการเมืองไม่สามารถประคองเอาตัวรอดอย่างสงบได้ เครดิตของประเทศก็เสี่ยงถูกหั่นได้ไม่ยาก เศรษฐกิจไทยก็สะบักสะบอมมากขึ้นไปอีก
ถึงจุดนี้รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่า Set Zero ทางการเมือง นอกจากจะป่วนสังคมไทยให้แตกแยกแล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจถึงจุดตกต่ำมากที่สุดนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออาจเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจไทยรอบใหม่







