
การเมือง&คิวอีกดดันค่าเงินบาท
สัปดาห์นี้คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 31.00-31.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากผ่านระดับ 31.30 ขึ้นมาได้ บวกกับการลดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าค่าเงินจะทดสอบระดับ 31.50 ต่อไป ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในรอบ 50 วัน ในสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 31.00-31.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากผ่านระดับ 31.30 ขึ้นมาได้ บวกกับการลดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าค่าเงินจะทดสอบระดับ 31.50 ต่อไป ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในรอบ 50 วัน ในสัปดาห์นี้
ปัจจัยที่น่าติดตามยังคงเป็นการเมืองในประเทศและตัวเลขจากเศรษฐกิจหลัก เช่น ดัชนี PMI จากยูโรโซน การส่งออกของจีนและจีดีพีไตรมาส 3 ของสหรัฐ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงแรกโดยได้รับแรงหนุนจากการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาสดใส และความวางใจของนักลงทุนว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินมาตรการ QE ในระดับเดิมต่อไปจนถึงปลายไตรมาสแรกในปีหน้า ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 สามารถปรับขึ้นสร้างสถิติใหม่หลายครั้ง
อย่างไรก็ดี ทิศทางของการลงทุนในตลาดเกิดพลิกผันหลังการประชุมของเฟดในวันที่ 30 ต.ค. แม้ว่าเฟดจะคงระดับการซื้อสินทรัพย์ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐ แต่เฟดกล่าวว่าจะพิจารณาการปรับมาตรการ QE เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ตลาดตีความว่าโอกาสที่จะเห็นการปรับ QE เร็วกว่าที่คาดไว้นั้นมีสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้นักลงทุนจึงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรักษากำไรในระยะสั้น และหันกลับมาซื้อคืนเงินเหรียญสหรัฐที่ก่อนหน้านี้เผชิญแรงเทขายอย่างมาก และนี่เป็นสาเหตุเดียวกันที่ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ราคาทอง ตลอดจนดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับประเด็นในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังอาจจะปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก 3.7% ในช่วงเดือน ธ.ค. สอดคล้องกับการรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ย.ของ ธปท. ที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุน การบริโภค หรือการส่งออก ยังทรงตัวและมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ส่วนการผลิตยังอยู่ในทิศทางขาลง แต่ภาคการท่องเที่ยวอยู่ในแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง อนึ่ง รายงานการประชุม กนง. ในวันที่ 16 ต.ค. ระบุว่า กนง.มีความเห็นว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงเป็นนโยบายที่เหมาะสม แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจมีสูงขึ้น
ภาวะตลาดพันธบัตรมีการขายสุทธิ 9,200 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับขึ้น 0.18% มาอยู่ที่ระดับ 4.02% ส่วนหนึ่งมาจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จาก 2.48% ในช่วงต้นสัปดาห์ มาอยู่ที่ระดับ 2.57%
ค่าเงินบาท เปิดที่ระดับ 31.05 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.98-31.15 ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนมาปิดที่ระดับ 31.20 แม้ว่าการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาไม่ค่อยดีนัก แต่ค่าเงินบาทยังสามารถทรงตัวได้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขายเหรียญสหรัฐของผู้ส่งออก
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3806 ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลงต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ณ วันศุกร์ ค่าเงินยูโรปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 1.3512
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 97.58 และปรับตัวอยู่ในระดับ 97.5898.68 เงินเยนได้รับแรงหนุนจากการรายงานยอดค้าปลีกและการใช้จ่ายของครัวเรือนของญี่ปุ่นในเดือน ก.ย. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปรับตัวดีขึ้นของและเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2016 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ในปี 2015







