
ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางรอดของไทย
เป็นที่ประจักษ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงสะท้อนจากหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
เป็นที่ประจักษ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงสะท้อนจากหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ปรับจีดีพีปีนี้จาก 4.2% ลดลงเหลือ 3.7% ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดลงจาก 4.5% เหลือ 4%
และหากพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจจะประกอบด้วย กำลังซื้อ+การลงทุนเอกชน+การลงทุนของรัฐบาล+(การส่งออกการนำเข้า) จะพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันหัวรถจักรสำคัญ 23 ตัว ที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยมีข้อจำกัดทำงานได้การส่งออกสุทธิ
แต่ทว่าปัจจุบันจะพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันหัวรถจักรสำคัญ 23 ตัว ที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยมีข้อจำกัดทำงานได้ลดลงต่อเนื่อง
เริ่มจากการใช้จ่าย การบริโภคในประเทศของประชาชนที่ชะลอลง เนื่องจากครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สูงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ตามนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการรถยนต์คันแรก ฯลฯ ทำให้ในช่วงนี้แรงบริโภคจากประชาชนแผ่วลง
ส่วนการลงทุนภาครัฐในปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลได้ใช้เงินไปกับโครงการประชานิยม มาตรการกระตุ้นระยะสั้นไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้เหลือเงินที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกไม่มาก ส่วนโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม 2 ล้านล้านบาท โครงการลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่เคยพูดไว้สวยหรูก็ยังไม่เดินหน้า
และการที่ภาครัฐไม่เดินหน้าลงทุนโครงการต่างๆ ไม่มีการใช้จ่าย ก็ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชน หรือตัว I ก็พลอยชะลอไปด้วย เพราะเอกชนไม่มีความมั่นใจว่าลงทุนไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่
นอกจากนี้ การส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญมาตลอดก็แผ่วลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าที่เติบโตได้น้อยลง ลดการบริโภคสินค้าและบริการของไทยน้อยลงด้วย โดยปีนี้แบงก์ชาติคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 3.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 3.3% และปีหน้าคาดไว้ที่ 3.9%
ดูเหมือนว่าหากเศรษฐกิจไทยจะรอให้หัวรถจักรสำคัญ 23 ตัวลากที่เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ ลากต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะหัวรถจักรเหล่านี้กำลังดูเหมือนจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ คงถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับตัว เพื่อการเติบโตในทิศทางที่ยั่งยืน เพราะถ้ายังอยู่แบบเดิมคงรอวันตาย
กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสเวิลด์แบงก์ ประจำประเทศไทย ให้มุมมองต่อทิศทางการปรับตัวเพื่อการเติบโตที่น่าสนใจว่า ทางออกของไทยในระยะต่อไปยังพอมี แต่ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว โดยการหันมาเพิ่มการเติบโตในภาคบริการให้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าเพิ่มและต่อยอดในภาคบริการให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ไม่ว่าอังกฤษ หรือสหรัฐ ที่มีสัดส่วนภาคบริการมากกว่า 60% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันไทยมีประชากรที่อยู่ในภาคบริการมากถึง 45% ของจีดีพี แต่เป็นภาคบริการที่มีมูลค่าน้อย เช่น อยู่ในงานบริกร ขับแท็กซี่ เป็นส่วนใหญ่
เพราะดูเหมือนเราจะตีความภาคบริการอยู่แค่ในธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องเพียงธุรกิจโรงแรม อาหาร ไกด์นำเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น ทั้งที่ภาคบริการในที่นี้ควรหมายถึง การยกระดับมูลค่าเพิ่มในธุรกิจภาคบริการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเทเลคอม ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งสามารถยกระดับโดยไม่ต้องพึ่งพิงต้นทุนมากมาย เพียงแต่ต้องมีแรงงานที่มีคุณภาพป้อนภาคบริการ
“อย่าลืมว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยเราส่งออกก็ตก ผ่านไป 9 เดือนโตแค่ 0.05% ยังห่างจากเป้าที่เวิลด์แบงก์คาดว่าปีนี้จะโต 2.5% การบริโภคในประเทศก็ตก ส่วนหนึ่งจากหนี้ครัวเรือนที่มีมาก ขณะที่รัฐบาลก็ใช้จ่ายลดลง ซึ่งในเดือน ธ.ค.ปีนี้คงมีการทบทวนคาดการณ์อีกครั้ง ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปต้องปรับโครงสร้างหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคบริการ ต่อยอดภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งแรกที่เราต้องปรับคือ การศึกษาต้องปรับเพื่อให้เรามีคน มีแรงงานที่มีคุณภาพสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้” กิริฎา กล่าว
กิริฎา กล่าวต่อว่า ถ้าภาวะเช่นนี้ในปีหน้าก็คงจะพอโตได้ที่ 4.5% จากปีนี้ที่ 4% เพราะปีหน้าการส่งออกน่าจะปรับขึ้นบ้าง ตามเศรษฐกิจโลกที่น่าจะฟื้นตัวได้ และการลงทุนภาครัฐในโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่น่าจะออกมาได้บ้างแล้ว ซึ่งปีหน้าภาครัฐจะยังเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนได้อยู่ น่าจะทำให้ภาคเอกชนลงทุนต่อเนื่องตาม อย่างน้อยๆ ถ้าโครงการรัฐว่ารถไฟฟ้าจะไปทางไหนคงมีการลงทุนตามไปบ้าง คาดว่าปีหน้าจะมี 2 ปัจจัยหลักนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายในประเทศจะคงกระตุ้นได้ไม่มากแล้ว ปีหน้าไม่น่าจะมีอะไรมากระตุ้นการบริโภคได้อย่างหวือหวา
ดังนั้น เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว 1015 ปีข้างหน้า ไทยต้องปรับตัวรองรับการเติบโตระยะยาวที่ยั่งยืนมากกว่าการกระตุ้นที่หวือหวาโตสูงในช่วงสั้นๆ แล้วก็แผ่วลงอีก ไทยคงต้องมีโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ เพราะเศรษฐกิจโลกคงไม่โตไม่มากกว่านี้แล้ว ถ้าไทยเราอยากโตมากกว่า 4% หรือไม่อยากโตลดลงไปกว่านี้ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศเริ่มปรับตั้งแต่การศึกษายังพอจะทัน แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยคงลำบาก
เศรษฐกรอาวุโสเวิลด์แบงก์ อธิบายความเพิ่มว่า ถ้าเราปรับตัวช้าก็เหมือนเราถอยหลัง เราต้องกลับมาดูว่าเราจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร อย่างตอนนี้โลกเขาไปผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แต่เรายังผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และไอทีที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะถึงเวลาที่เราต้องอัพตัวเอง อัพสินค้าไทยให้ทันความต้องการในตลาดโลก ไม่เช่นนั้นส่งออกจะยิ่งตก การพัฒนาคงต้องเริ่มที่คน การศึกษา เพราะเทคโนโลยีประเทศอื่นๆ ก็ซื้อได้ แต่คนของเราต้องมีคุณภาพรองรับการเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะในภาคบริการ เพราะภาคบริการสามารถโตจากข้างในได้ มีแค่ 1 สมอง 2 มือ ก็ทำดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เพราะบริการจริงๆ ใหญ่มาก”
“เราต้องผลิตคนให้เก่งก่อนจะส่งเข้าไปในภาคต่างๆ ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมต้องยกระดับ และดูภาคบริการที่ถูกทอดทิ้งมานานให้ดีขึ้น คุณภาพการศึกษาต้องมี ต้องลงมือ เพราะตอนนี้จีนก็มุ่งไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มในจีดีพีอีก 1516 ปีข้างหน้า จีนอยากเห็นภาคบริการสูงมีสัดส่วนในจีดีพีมากกว่าภาคอุตสาหกรรม ส่วนปีหน้าหรือระยะสั้นปัจจัยเสี่ยงน่าจะเป็นความไม่แน่นอนของการลงทุนภาครัฐถ้าไม่เป็นตามคาดก็กระทบได้ แถมการเมืองก็มีความเสี่ยงอยู่แต่ก็พอโตได้ แต่ถ้าเรายังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ปรับตัวก็เหมือนเราถอยหลัง ในระยะยาวเราจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรองรับการเติบโตระยะยาว” กิริฎา กล่าวสรุปความเห็น
ขณะที่ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มองว่าถือเป็นความจำเป็นที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เลิกพึ่งหัวรถจักรเดิมที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ซึ่งการเติบโตในระยะต่อไปต้องลดการพึ่งพิงการส่งออกหันมาเพิ่มการบริโภคในประเทศแทน แต่การพูดถึงการบริโภคในประเทศเหมือนจะง่าย แต่การปฏิบัติจริงต้องพิจารณาพอสมควรอาจต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ต้องเตรียมการไว้รองรับอนาคตเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกว่า
“โจทย์ที่เราต้องปรับคือ ต้องเพิ่มผลิตภาพผลผลิต เพิ่มมูลค่า ทั้งในการส่งออก การเกษตร ภาคบริการ ส่วนการขยายตัว C ให้เพิ่มขึ้นมาใหม่ การกระตุ้นระยะสั้นให้คนใช้เงินคงทำได้ แต่ถ้าจะให้คนมีแรงใช้จ่ายที่ยั่งยืนต้องเพิ่มรายได้ให้ประชากร เพราะรายได้เท่าเดิม แต่ไปกระตุ้นให้เร่งใช้จ่ายก็เป็นหนี้ อีก 12 ปีก็กลับมาชะลอเหมือนเดิมและมีปัญหาอื่นตามมาด้วย เพราะคนยังไม่พร้อมใช้จ่ายสูงๆ” เชาว์ กล่าว
อย่าลืมว่าเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ฉะนั้น สิ่งที่น่าจะทำได้ก่อนคือ ปรับโครงสร้างการศึกษาเพื่อป้อนแรงงานให้ตรงความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวสร้างมูลค่าเพิ่ม
และเมื่อธุรกิจทั้งในอุตสาหกรรมภาคบริการ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือแม้แต่ภาคเกษตรมีแรงงานที่มีคุณภาพมีการศึกษาทุกภาคก็จะยกระดับการแข่งขันได้ นักลงทุนไม่ย้ายฐานการผลิตไปหาแรงงานราคาถูกในประเทศเพื่อนบ้าน







