
ไทยจ่อขึ้นชาติร่ำรวย
ผลวิจัยย้ำต้องเดินหน้าโครงการ2ล้านล. ถ้าพับแผนส่งศก.โตช้าไม่ดึงการลงทุน
ผลวิจัยย้ำต้องเดินหน้าโครงการ2ล้านล. ถ้าพับแผนส่งศก.โตช้าไม่ดึงการลงทุน
ผลวิจัยชี้หลังเปิดเออีซีลงทุน 2 ล้านล้าน ไทยขึ้นแท่นชาติรายได้สูง หากไม่ทำความน่าสนใจลงทุนทรุด
นายรุธิร์ พนมยงค์ หัวหน้าสาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ผลการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และการปรับรูปแบบโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ระบุว่า หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ประชาชนมีรายได้ 12,616 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี จากปัจจุบันประมาณ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี
ขณะเดียวกันยังส่งผลให้จีดีพีของประเทศไทยในอีก 15 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้น 0.67% และทำให้จีดีพีของประเทศมีมูลค่ากว่า 6,561 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 55% ของจีดีพีอาเซียน ถือว่าไทยมีจีดีพีเพิ่มขึ้นมากที่สุด รองลงมาคือบรูไน เพิ่มขึ้น 0.51% และมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 0.28%
นอกจากนี้ ไทยจะมีมูลค่าจีดีพีสูงสุดในกลุ่มอาเซียน รองลงมาคือ มาเลเซีย 2,447 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 20% อินโดนีเซีย 1,182 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10% และสิงคโปร์ 1,060 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 9% และเวียดนาม 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 8%
ทั้งนี้ กทม. เป็นจังหวัดที่มีจีดีพีมากสุดของประเทศ หรือ 2,258 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา ระยอง 723 ล้านเหรียญสหรัฐ และสมุทรปราการ 527 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจังหวัดที่มีส่วนแบ่งของจีดีพีมากสุดและได้ประโยชน์มากที่สุดคือ เชียงราย 5.11% รองลงมา เชียงใหม่ 4.66% ระนอง 3.52% หนองคาย 3.06% และยะลา 2.04% ส่วนจังหวัดที่ได้ประโยชน์น้อยสุดคือ พิจิตร สุพรรณบุรี กำแพงเพชร และตาก
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท หลังจากเปิดเออีซีแล้ว จีดีพีของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.05% และขนาดจีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ 1,806 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจีดีพีของอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 0.32% และมีขนาดจีดีพีอาเซียนอยู่ที่ 26,298 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยจะมีจีดีพีเพิ่มขึ้นอันดับ 7 ของอาเซียน ส่วนประเทศที่มีจีดีพีเพิ่มขึ้นมากสุดคือ พม่า 2.29% รองลงมา บรูไน 2.12% และลาว 1.16%
พร้อมกันนี้จะส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่ไม่ดึงดูดการลงทุน และกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพีในอนาคตมีทิศทางที่ชะลอตัวหรือเติบโตช้าลง
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่มีความสำคัญมากสุดใกล้เคียงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การติดต่อทางธุรกิจและการลงทุนได้รับความสะดวกมากที่สุดซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องการมาก เพื่อให้การติดต่อและเจรจาทางธุรกิจมีความรวดเร็ว ไม่เกิดปัญหาตามมา
สำหรับ ข้อมูลดังกล่าวเป็น ผลการวิจัยในเรื่อง “ผลกระทบต่อประเทศไทยจาการจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และการปรับรูปแบบโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยผลวิจัยดังกล่าว ยังไม่ได้รวมตัวแปรในเรื่องแผนลงทุนแต่ละประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญ และกำลังอยู่ระหว่างวิจัยเพื่อสรุปข้อมูลต่อไปในอนาคต







