
หนุนปรับแนวคิด ยกระดับค้าชายแดน
ภาพรวมมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ภาพรวมมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 78% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเทศเพื่อนบ้านปรับตัวมาดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าเสรีมากขึ้น รวมไปถึงความร่วมมือที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาธุรกิจไทยจีเอ็มเอส ประเมินว่า มูลค่าการค้าชายแดนปีนี้จะอยู่ที่ 8.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 35% ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ามูลค่าการค้าชายแดนยังเติบโตได้อีกมาก โดยคาดว่าอีกไม่เกิน 2 ปี มูลค่าการค้าชายแดนจะทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาทได้ไม่ยาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านในแถบนี้ขยายตัวทั้งสิ้น ทำให้การบริโภคและกำลังซื้อมีสูงขึ้น ประกอบกับสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งทำเลทางภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้การกระจายสินค้าผ่านเส้นทางโลจิสติกส์ต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก
“มูลค่าการค้าชายแดนที่คาดว่าจะอยู่ระดับ1 ล้านล้านบาทนั้น จะมองเป็นแค่การค้าระดับชาวบ้านไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะมูลค่าดังกล่าวคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และคิดเป็น 5% ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนมุมมองและคำนิยามการค้าชายแดนใหม่ให้ถูกต้อง เพราะหากพัฒนาแบบเหมาเข่งก็จะทำให้เราเสียโอกาสจากตรงนี้ไปมหาศาล”
ทั้งนี้ เห็นว่าควรแบ่งการค้าชายแดนเป็น 2 ส่วนให้ชัดเจน คือ การค้าชายแดนระดับชาวบ้านจริงๆ และการค้าชายแดนระดับสากล คือ การนำเข้าและส่งออกผ่านบริษัทเทรดเดอร์ ที่มีการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางคมนาคมขนส่งทางถนนที่เชื่อมต่อกัน จากเดิมที่นิยามการนำเข้าและส่งออกผ่านทางเรือและเครื่องบินเท่านั้น รวมถึงต้องยกระดับด่านชายแดนสำคัญๆ ให้เป็นด่านสากล ที่มีมาตรฐานเดียวกับศูนย์กระจายสินค้า (ซีดีซี) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ลาดกระบัง และสุวรรณภูมิ เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน
ขณะเดียวกัน แม้ภาคเอกชนจะเข้าใจดีว่าเวลานี้รัฐบาลจะมีเรื่องอื่นที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าการพัฒนายกระดับการค้าชายแดน แต่ต้องย้ำว่าการค้าชายแดนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว และยิ่งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง การค้าชายแดนจึงน่าจะเป็นโอกาสที่จะเข้ามาช่วยทดแทนรายได้จากการส่งออกที่หายไป ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่
ธนิต มองว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (ซีบีทีเอ) ระหว่างกันในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ที่ประเทศเพื่อนบ้านยกเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งมาพิจารณา จนกลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เช่น การขนส่งข้ามแดนจากไทยไปมาเลเซีย มีกฎที่ว่า คนขับรถจะต้องเป็นคนมุสลิมสัญชาติมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งทำให้ไทยเสียโอกาสในการเพิ่มมูลค่าในระบบโลจิสติกส์ที่ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้
ต่อมาคือ เรื่องการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ห่วงนัก เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีทั้งระบบรางและถนน แต่ที่กังวลคือจะทำอย่างไรให้เส้นทางเหล่านี้เชื่อมต่อกันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพื่อให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น สำหรับการดำเนินการด้านนี้จะต้องระมัดระวัง เพราะไทยอาจถูกตีตลาดโดยสินค้าราคาถูกกว่าจากจีนและเวียดนาม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนการค้าชายแดนโดยเฉพาะ
สุดท้ายคือ การยกระดับการค้าชายแดน โดยให้สถาบันการศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ให้ความรู้แก่คนท้องถิ่นให้รู้จักตั๋วสินค้าออกที่มีกำหนดระยะเวลาชำระเงินจากธนาคาร (แอลซี) และการค้าแบบอินเตอร์มากขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไทยที่ทำการค้าขายชายแดนยังไม่รู้จักและเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากดีพอ “การค้าชายแดนควรต้องมองให้ทะลุมิติออกไป เพราะมีทั้งขาเข้า(อินบาวด์) และขาออก (เอาต์บาวด์) อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทั้งด้านธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม และธุรกิจบริการการศึกษา หากยังมองผิดแบบนี้จะทำให้การพัฒนาเพี้ยนไป ในที่สุดความเจริญทางเศรษฐกิจก็จะข้ามไปตกอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านเราแทน” ธนิต กล่าวทิ้งท้าย







