posttoday
กับดักรายได้

กับดักรายได้

01 พฤศจิกายน 2556

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” (Competitiveness) มานานแล้ว โดยมีแนวคิดและข้อเสนอ

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” (Competitiveness) มานานแล้ว โดยมีแนวคิดและข้อเสนอว่า องค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจควรมีความเป็นผู้นำด้านต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าคู่แข่ง (Cost Leadership) และควรมีความสามารถในการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ในตัวสินค้าหรือบริการจากคู่แข่ง ซึ่งอาจมีความสามารถในการแข่งขันต่างกันไป

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการกล่าวถึง “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ที่ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” (Gross National Income : GNI)

ธนาคารโลกได้กำหนดว่า ประเทศที่มีรายได้อยู่ในระดับต่ำจะมีรายได้ต่อหัวประชากรระหว่าง 30,180-119,250 บาทต่อปี (1,006-3,975 เหรียญสหรัฐต่อปี) ส่วนประเทศที่มีรายได้ปานกลางจะมีรายได้ต่อหัวระหว่าง 119,280-368,250 บาทต่อปี (3,976-12,275 เหรียญสหรัฐต่อปี)

เมื่อปี 2554 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 113,050 บาทต่อปี (4,435 เหรียญสหรัฐ) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนบาท (5,000 เหรียญสหรัฐ) โดยต้องใช้เวลาถึง 37 ปี ในการก้าวขึ้นมาสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขณะที่เกาหลีใต้ใช้เวลา 19 ปี และจีนใช้เวลาเพียง 17 ปีเท่านั้น

จากการศึกษาตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศ พบว่าประเทศที่สามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง มักมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 ต่อปี

จะว่าไปแล้ว ไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเทศที่ติด “กับดักรายได้ปานกลาง” แต่หมายถึงประเทศที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงหรือต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะการส่งออกที่ต้องพึ่งแรงงานเข้มข้น และมีสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูง และขาดนวัตกรรม

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่มีรายได้ต่ำไปเป็นระดับปานกลาง เกือบทุกประเทศในโลกมักเริ่มจากสังคมภาคเกษตรกรรมและค่อยปรับไปเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่มีต้นทุนและทักษะต่ำ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุนเดิม

โดยหลักการแล้ว การก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง สามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การให้ความสำคัญกับ “ผลิตภาพโดยรวม” โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใส่เข้าไปในภาคการผลิตและบริการ คือ ไม่ใช่แค่ด้านแรงงานและทุนเท่านั้น

นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ นวัตกรรมของสถาบันของประเทศหรือสถาบัน เช่น เรื่องธรรมาภิบาล (Good Governance) ของสถาบันและรัฐบาลในระดับประเทศ อย่างฮ่องกงที่อดีตมีแต่เรื่องเจ้าพ่อและมาเฟีย แต่ปัจจุบันมีนโยบายและมาตรการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด ทำให้ทุกวันนี้มีคนมาดูงานเรื่องธรรมาภิบาลในฮ่องกงแทน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโมเดลของการพัฒนา ซึ่งอาจไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง เช่น อิตาลีที่ทิ้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่อุตสาหกรรมเบา (Light Industry) คือ เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างอุตสาหกรรมแฟชั่น

ทุกวันนี้เราจึงต้องเน้นการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ นวัตกรรม และการพัฒนาประสิทธิภาพในระบบบริหารจัดการประเทศให้มากขึ้น

เพราะความจริงที่น่าเป็นห่วงก็คือ เรามี “คนเก่ง” มากมาย แต่มักจะรวมกันทำงานเป็น “องค์รวม” ของชาติ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ได้ยาก ครับผม!

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล