วิกฤต-ทางรอดไม้ดอกไม้ประดับไทย
ประเทศไทยนับได้ว่าเป็นแหล่งผลิตและส่งออกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่ได้รับความนิยมของตลาด
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ประเทศไทยนับได้ว่าเป็นแหล่งผลิตและส่งออกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่ได้รับความนิยมของตลาด โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้จากไทยที่มียอดส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทว่าจากปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอ จึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับด้วย เนื่องจากไม้ดอกไม้ประดับเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยนั่นเอง
เรื่องนี้ อุดม ฐิตวัฒนะสกุล ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับในขณะนี้มีปัญหาค่อนข้างรุนแรงมากทั้งในภาคการผลิตและการตลาด เพราะจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ออกมา ทั้งโครงการบ้านหลังแรกและโครงการรถคันแรกที่ออกมานั้น ดึงกำลังซื้อไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหมด ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อเก็บเงินที่หาได้ไปไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย และชำระหนี้ค่าบ้านค่ารถแทน
“ยอมรับว่าภาพรวมตลาดไม้ดอกไม้ประดับของไทยชะลอตัวลงไปมาก เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ตลาดส่งออกหลัก เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ตกลงไปค่อนข้างมาก ขณะที่ตลาดในประเทศเองก็ขายได้ยากขึ้นเช่นกัน จึงคาดว่ามูลค่ารวมของตลาดไม้ดอกไม้ประดับปีนี้น่าจะลดลงประมาณ 50% จากปีก่อนๆ ที่มีมูลค่าอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท” อุดม กล่าว
ประกอบกับในช่วงปี 2554 ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ และกล้วยไม้ของประเทศไทยได้รับความเสียหายจำนวนมาก และเพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาได้ไม่หมด
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ประกอบการสวนไม้ดอกไม้ประดับจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ เบื้องต้นมีผู้ประกอบการกว่า 30-40 รายในพื้นที่เพาะปลูกฝั่งตะวันตกต้องประคองตัว ผลิตเพื่อจำหน่ายเงินเดือนหรือซื้อของเข้าสวนเท่านั้น อีกทั้งยังพบว่ามีอีกประมาณ 16-17 รายที่ต้องปิดสวนชั่วคราว รดน้ำเลี้ยงไว้เพื่อรอความหวังยอดคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ใหม่ที่จะกลับมา
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ส่วนหนึ่งได้มีการปรับตัว พัฒนาสายพันธุ์ “กล้วยไม้นาโน” หรือที่เรียกกันว่าหวายแคระขึ้นมา เพื่อรองรับตลาดและไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีพื้นที่และเวลาในการดูแลปลูกต้นไม้น้อย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยไม้ จึงเป็นทางเลือกที่เกษตรกรหรือเจ้าของสวนกล้วยไม้ที่ต้องปรับตัวให้อยู่รอด
“กล้วยไม้นาโน” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดต้นเล็กลง เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยงดู และเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัดในการเลี้ยงกล้วยไม้
อีกทั้งยังเป็นกล้วยไม้ที่สามารถใช้จัดสวนถาดได้ เนื่องจากออกดอกตั้งแต่ยังเล็กและให้ดอกได้มากกว่าปีละครั้งโดยไม่มีฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่จะนำกล้วยไม้ป่าที่มีลักษณะต้นเล็กหรือกล้วยไม้สกุลหวาย สามปอย เขาแกะ เข็ม อินทจักรมาเป็นตัวผสม พอได้ลูกชั้นแรกก็จะนำไปผสมกับกล้วยไม้สกุลแวนด้าที่มีดอกใหญ่ จึงทำให้ได้กล้วยไม้สายพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด
สำหรับผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ ได้มีการปรับตัวด้วยการหันมาทำฟาร์มกล้วยไม้นาโนให้ได้เห็นกันหลายฟาร์มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วีระเดช บุญยืน หนึ่งในนักผสมพันธุ์กล้วยไม้ที่มีความรู้และความชำนาญ ตลอดเวลากว่า 45 ปี ที่จับธุรกิจเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ด้วยการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกค่อนข้างจะมีต้นทุนและการดูแลที่สูง วีระเดชจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาปลูกกล้วยไม้ในกระถางส่งจำหน่ายแทนการตัดดอก
สวนของวีระเดช มีกล้วยไม้นาโนมากกว่า 20 ชนิด มีสีดอกที่หลากหลาย ทั้งสีแดง ฟ้า เขียว เหลือง น้ำตาล มีลวดลายที่แปลก เน้นผลิตจำหน่ายส่งต่างประเทศแถบทวีปยุโรป รัสเซีย แคริบเบียน ในรูปแบบกิ่งพันธุ์ที่มีรากพร้อมออกดอกและต้นที่ปลูกลงกระถาง ในราคา 150 บาท และขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน
ส่วนในประเทศไทยจะมีจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ให้กับผู้ที่สนใจ โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 30-80 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกระถาง หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ 081-425-7399, 02-413-2212 หรือ www.readyorchid.com
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับตัวแบบพึ่งตัวเองของผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ ที่มีการคิดค้นและนำเทคโนโลยีนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับให้ประคองตัวอยู่รอดต่อไปได้


