posttoday

‘ลงทุนระยะยาวแบบคนดนตรี ณฐพล ศรีจอมขวัญ’

01 พฤศจิกายน 2556

“ณฐพล ศรีจอมขวัญ” หรือ “ก้อ” เป็นคนดนตรีคนหนึ่งที่มีความสามารถ เพราะเป็นทั้งนักดนตรีนักร้องหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี พี.โอ.พี

“ณฐพล ศรีจอมขวัญ” หรือ “ก้อ” เป็นคนดนตรีคนหนึ่งที่มีความสามารถ เพราะเป็นทั้งนักดนตรีนักร้องหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี พี.โอ.พี และหัวหน้าวงกรู๊ฟไรเดอร์ส และยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้นักร้องมาแล้วหลายคน อาทิ ปาล์มมี่ ละอองฟอง เจมส์ เรืองศักดิ์ โซฟา ทว่า การบริการเงินหรือการลงทุนในตลาดหุ้น “ก้อ” ถือเป็นอีกคนที่มีความตั้งใจศึกษาและลงทุนอย่างจริงจัง

เขาย้อนเล่าจุดเริ่มต้นของการลงทุนให้ฟังว่า เริ่มจาก 1213 ปีก่อน เริ่มมีรายได้จากงานดนตรีจำนวนหนึ่งแล้วถามคุณพ่อจะเอาเงินเก็บไปทำอะไรดีให้งอกเงยขึ้นมา คุณพ่อแนะนำว่าไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ตอนนั้นราคา 250 บาท ด้วยเงินทุนก้อนแรกประมาณ 5 แสนบาท และเห็นผลชัดเจนว่าเงินที่ลงทุนไปมันงอกเงยขึ้นมาเพราะได้เงินปันผลเฉลี่ยต่อปีมาประมาณ 7.5% จากนั้นจึงเริ่มต้นศึกษาไปอบรม หรือฟังสัมมนาอย่างจริงจัง ตามที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จัดให้ลูกค้าฟัง

จากนั้นเขาเริ่มขยับไปลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ฟิวเจอร์พาร์ค (FUTUREPF) และปัจจุบันยังขยายไปยังกองทุนรวมที่มีนโยบายไปลงทุนในต่างประเทศด้วย

“พอเริ่มเห็นเงินงอกเงยจากเงินต้นที่มีอยู่ ก็เริ่มรู้สึกว่าชอบที่จะศึกษาเรื่องการลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างผมค่อนข้างที่จะยึดคำสอนของพ่อว่าถ้าคิดจะเล่นหุ้นต้องให้ใช้เงินเย็นเล่นเท่านั้น อย่าทำตัวเหมือนเทรดรายวัน อย่าเอาเวลางานไปหมกมุ่นอยู่กับหน้ากระดานหุ้น เพราะถ้ามัวทำอย่างนั้นชีวิตคงไม่มีความสุข และเราก็คงมีเวลาผลิตงานดนตรีออกมาไม่ได้เต็มที่” ก้อ เล่า

‘ลงทุนระยะยาวแบบคนดนตรี ณฐพล ศรีจอมขวัญ’

 

“ก้อ” บอกว่า เพราะเขามีเป้าหมายว่าต้องการลงทุนเพื่อชีวิตในอนาคต ไม่ใช่การลงทุนวันนี้เพื่อสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับตัวเอง เขาเชื่อว่าหลายคนก็มีได้ใช้เวลาศึกษา อ่านหนังสือวอร์เรน บัฟเฟตต์หรือนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายเล่ม แต่จะมีใครสักกี่คนจะข่มใจและทำได้อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์จริงๆ เพราะของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจแต่ละคนมากกว่าจะควบคุมหรือข่มใจไม่ทำตัวเองให้เป็นแมลงเม่าตามข่าวลือที่เกิดขึ้น

เขายกตัวอย่างว่าแรกๆ ก็มีไขว้เขวเหมือนกันเชื่อตามเจ้าหน้าที่การตลาดบอกหรือแนะนำให้เข้าไปซื้อ แต่หลังๆ มาพอทำการบ้านมากขึ้น ดูทุกอย่าง อัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) งบการเงิน กระแสเงินสดดูราคาเฉลี่ยในอดีตและความเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งหลักๆ มองว่าหุ้นตัวนั้นต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับ โดยส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางใหญ่ที่จดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ และส่วนใหญ่ต้องมีนโยบายจ่ายปันผลประมาณ 78% ต่อปี เพราะปันผลเหมือนเป็นไข่ทองคำที่งอกเงยออกมา ต่างจากการหวังกำไรส่วนต่างราคาหุ้นที่ต้องผันตามราคาหุ้น

ทั้งนี้ เขาจะเลือกหุ้นเป็นรายตัวมากกว่ารายกลุ่ม เช่น ธนาคารพาณิชย์จะมี 23 ตัว กลุ่มอาหารจะมีบ้าง แต่หลักๆ จะไม่เข้าไปเลือกซื้อในหุ้นกลุ่มที่เขาไม่มีความรู้จักหรือเข้าใจในตัวธุรกิจเลย เช่น กลุ่มปิโตรเคมีที่รู้สึกว่าเข้าใจยาก และการเข้าไปลงทุนหุ้นทุกตัวที่จะเข้าไปซื้อจะมีการตั้งราคาที่เหมาะสมของตัวเองเอาไว้ ถ้าไม่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงก็จะไม่เข้าไปซื้อ ซึ่งบางครั้งก็รู้ว่าอาจจะเสียโอกาสไปบ้างแต่มันก็ทำให้ตอบตัวเองว่า เราพอใจของเราแค่นี้ และเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนมากกว่าสร้างรายได้ เพราะผมคิดว่าผมเป็นนักลงทุนในระยะยาวจริงๆ แต่มุมหนึ่งที่ดีคือเมื่อหุ้นตกไปก็จะไม่ตกใจขายหุ้นทิ้งไป ถ้าบางครั้งหุ้นตกลงไปมากแต่มองดูแล้วพื้นฐานบริษัทไม่เปลี่ยนเขาก็จะไปช้อนซื้อทันที

“ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ตกว่า 10 ตัว โดยสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นหุ้นประมาณ 40% กองทุนรวมทุกประเภทอีก 40% แต่ส่วนใหญ่จะเน้นเป็นกองทุนหุ้นเป็นหลัก และที่เหลืออีก 20% เป็นเงินสดและฝากในมันนี่มาร์เก็ตไว้ โดยมีหุ้น 12 ตัวที่ให้ผลตอบแทน 300% หลายคนก็บอกว่าทำไมไม่ขาย ผมก็มองว่าเมื่อมันเป็นเงินเย็นของผมจริงที่ไม่ได้มีความต้องการออกไปใช้จ่ายอะไร และเป็นหุ้นที่พื้นฐานมากๆ ก็ควรจะเก็บไว้ดีกว่า หรือบางทีก็เอาเงินไปพักไว้ที่กองทุนที่มีการลงทุนในพันธบัตรไว้บ้างเพราะมีการกำหนดชำระราคาเพียง 1 วัน (T+1) ซึ่งต่างจากหุ้นที่ต้องใช้เวลา 3 วัน (T+3)” ก้อเล่า

เขาบอกว่า ที่ผ่านมาก็มีขายหุ้นออกไปบ้างแต่จะเป็นส่วนน้อยมากเพราะเขามักเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว หรือบ้างถอนไปเพื่อซื้อรถหรือซื้อบ้านตอนแต่งงาน ดังนั้นเฉลี่ยที่ลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี ก็จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 10% ทุกปี แล้วก็จะเลือกขายหุ้นที่ไม่มีการจ่ายปันผลที่น้อยกว่า 7% ออกไป โดยปกติจะมีการเข้ามาดูหุ้นในพอร์ตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อคอยติดตามความเป็นไปว่าหุ้นที่เราเฝ้ามองดูกว่า 20 ตัวนั้นใกล้ถึงราคาเป้าหมายแล้วหรือยัง

“ก้อ” บอกว่า ทุกวันนี้ผมมีโอกาสเจอใครก็จะบอกว่าความรู้เรื่องการเงินในปัจจุบันไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็มีความสำคัญทั้งนั้น เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องใช้ จุดเริ่มต้นที่มักจะแนะนำคือให้ซื้อกองทุน LTF และ RMF เพราะช่วยลดภาษีได้ ยิ่ง RMF จะช่วยการันตีว่าเราจะมีเงินใช้ในช่วงวัยเกษียณ และหากไม่ได้มีเวลาศึกษามาก แต่สามารถลงทุนในระยะยาวย่อมจะได้อัตราผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์และมีความเสี่ยงน้อย หรือซื้อ LTF ที่ไม่ต้องมีการจ่ายปันผลไม่อย่างนั้นต้องไปเสียภาษีเงินปันผลอีก

ตลอดกว่า 10 ปี ที่คนดนตรีคนนี้ศึกษาและลงทุนในตลาดหุ้นมา เขาบอกว่า ยังมีตัวที่แดงติดพอร์ตอยู่เช่นกัน เพราะเขายังเป็นคนที่ศึกษาอยู่ตลอดเวลา และถือว่าไม่ได้ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพียงแต่รู้ว่าตัวเองมีความอดทนและเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จากจุดเริ่มต้นด้วยเงิน 5 แสนบาท จนวันนี้พอร์ตรวมมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป นี่คงเป็นตัวอย่างให้ใครหลายคนดูเห็นแล้วว่า ถ้ารู้จักอดทนไม่อ่อนไหวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ก็สามารถมีเงินพอกพูนจากการลงทุนในระยะยาวได้

ข่าวล่าสุด

ขับรถไกลต้องสังเกตตามหลัก B.E.F.A.S.T.! ระวัง “สโตรก” แบบเฉียบพลัน