‘ลงทุนระยะยาวแบบคนดนตรี ณฐพล ศรีจอมขวัญ’
“ณฐพล ศรีจอมขวัญ” หรือ “ก้อ” เป็นคนดนตรีคนหนึ่งที่มีความสามารถ เพราะเป็นทั้งนักดนตรีนักร้องหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี พี.โอ.พี
“ณฐพล ศรีจอมขวัญ” หรือ “ก้อ” เป็นคนดนตรีคนหนึ่งที่มีความสามารถ เพราะเป็นทั้งนักดนตรีนักร้องหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี พี.โอ.พี และหัวหน้าวงกรู๊ฟไรเดอร์ส และยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้นักร้องมาแล้วหลายคน อาทิ ปาล์มมี่ ละอองฟอง เจมส์ เรืองศักดิ์ โซฟา ทว่า การบริการเงินหรือการลงทุนในตลาดหุ้น “ก้อ” ถือเป็นอีกคนที่มีความตั้งใจศึกษาและลงทุนอย่างจริงจัง
เขาย้อนเล่าจุดเริ่มต้นของการลงทุนให้ฟังว่า เริ่มจาก 1213 ปีก่อน เริ่มมีรายได้จากงานดนตรีจำนวนหนึ่งแล้วถามคุณพ่อจะเอาเงินเก็บไปทำอะไรดีให้งอกเงยขึ้นมา คุณพ่อแนะนำว่าไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ตอนนั้นราคา 250 บาท ด้วยเงินทุนก้อนแรกประมาณ 5 แสนบาท และเห็นผลชัดเจนว่าเงินที่ลงทุนไปมันงอกเงยขึ้นมาเพราะได้เงินปันผลเฉลี่ยต่อปีมาประมาณ 7.5% จากนั้นจึงเริ่มต้นศึกษาไปอบรม หรือฟังสัมมนาอย่างจริงจัง ตามที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จัดให้ลูกค้าฟัง
จากนั้นเขาเริ่มขยับไปลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ฟิวเจอร์พาร์ค (FUTUREPF) และปัจจุบันยังขยายไปยังกองทุนรวมที่มีนโยบายไปลงทุนในต่างประเทศด้วย
“พอเริ่มเห็นเงินงอกเงยจากเงินต้นที่มีอยู่ ก็เริ่มรู้สึกว่าชอบที่จะศึกษาเรื่องการลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างผมค่อนข้างที่จะยึดคำสอนของพ่อว่าถ้าคิดจะเล่นหุ้นต้องให้ใช้เงินเย็นเล่นเท่านั้น อย่าทำตัวเหมือนเทรดรายวัน อย่าเอาเวลางานไปหมกมุ่นอยู่กับหน้ากระดานหุ้น เพราะถ้ามัวทำอย่างนั้นชีวิตคงไม่มีความสุข และเราก็คงมีเวลาผลิตงานดนตรีออกมาไม่ได้เต็มที่” ก้อ เล่า
“ก้อ” บอกว่า เพราะเขามีเป้าหมายว่าต้องการลงทุนเพื่อชีวิตในอนาคต ไม่ใช่การลงทุนวันนี้เพื่อสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับตัวเอง เขาเชื่อว่าหลายคนก็มีได้ใช้เวลาศึกษา อ่านหนังสือวอร์เรน บัฟเฟตต์หรือนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายเล่ม แต่จะมีใครสักกี่คนจะข่มใจและทำได้อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์จริงๆ เพราะของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจแต่ละคนมากกว่าจะควบคุมหรือข่มใจไม่ทำตัวเองให้เป็นแมลงเม่าตามข่าวลือที่เกิดขึ้น
เขายกตัวอย่างว่าแรกๆ ก็มีไขว้เขวเหมือนกันเชื่อตามเจ้าหน้าที่การตลาดบอกหรือแนะนำให้เข้าไปซื้อ แต่หลังๆ มาพอทำการบ้านมากขึ้น ดูทุกอย่าง อัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) งบการเงิน กระแสเงินสดดูราคาเฉลี่ยในอดีตและความเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งหลักๆ มองว่าหุ้นตัวนั้นต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับ โดยส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางใหญ่ที่จดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ และส่วนใหญ่ต้องมีนโยบายจ่ายปันผลประมาณ 78% ต่อปี เพราะปันผลเหมือนเป็นไข่ทองคำที่งอกเงยออกมา ต่างจากการหวังกำไรส่วนต่างราคาหุ้นที่ต้องผันตามราคาหุ้น
ทั้งนี้ เขาจะเลือกหุ้นเป็นรายตัวมากกว่ารายกลุ่ม เช่น ธนาคารพาณิชย์จะมี 23 ตัว กลุ่มอาหารจะมีบ้าง แต่หลักๆ จะไม่เข้าไปเลือกซื้อในหุ้นกลุ่มที่เขาไม่มีความรู้จักหรือเข้าใจในตัวธุรกิจเลย เช่น กลุ่มปิโตรเคมีที่รู้สึกว่าเข้าใจยาก และการเข้าไปลงทุนหุ้นทุกตัวที่จะเข้าไปซื้อจะมีการตั้งราคาที่เหมาะสมของตัวเองเอาไว้ ถ้าไม่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงก็จะไม่เข้าไปซื้อ ซึ่งบางครั้งก็รู้ว่าอาจจะเสียโอกาสไปบ้างแต่มันก็ทำให้ตอบตัวเองว่า เราพอใจของเราแค่นี้ และเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนมากกว่าสร้างรายได้ เพราะผมคิดว่าผมเป็นนักลงทุนในระยะยาวจริงๆ แต่มุมหนึ่งที่ดีคือเมื่อหุ้นตกไปก็จะไม่ตกใจขายหุ้นทิ้งไป ถ้าบางครั้งหุ้นตกลงไปมากแต่มองดูแล้วพื้นฐานบริษัทไม่เปลี่ยนเขาก็จะไปช้อนซื้อทันที
“ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ตกว่า 10 ตัว โดยสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นหุ้นประมาณ 40% กองทุนรวมทุกประเภทอีก 40% แต่ส่วนใหญ่จะเน้นเป็นกองทุนหุ้นเป็นหลัก และที่เหลืออีก 20% เป็นเงินสดและฝากในมันนี่มาร์เก็ตไว้ โดยมีหุ้น 12 ตัวที่ให้ผลตอบแทน 300% หลายคนก็บอกว่าทำไมไม่ขาย ผมก็มองว่าเมื่อมันเป็นเงินเย็นของผมจริงที่ไม่ได้มีความต้องการออกไปใช้จ่ายอะไร และเป็นหุ้นที่พื้นฐานมากๆ ก็ควรจะเก็บไว้ดีกว่า หรือบางทีก็เอาเงินไปพักไว้ที่กองทุนที่มีการลงทุนในพันธบัตรไว้บ้างเพราะมีการกำหนดชำระราคาเพียง 1 วัน (T+1) ซึ่งต่างจากหุ้นที่ต้องใช้เวลา 3 วัน (T+3)” ก้อเล่า
เขาบอกว่า ที่ผ่านมาก็มีขายหุ้นออกไปบ้างแต่จะเป็นส่วนน้อยมากเพราะเขามักเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว หรือบ้างถอนไปเพื่อซื้อรถหรือซื้อบ้านตอนแต่งงาน ดังนั้นเฉลี่ยที่ลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี ก็จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 10% ทุกปี แล้วก็จะเลือกขายหุ้นที่ไม่มีการจ่ายปันผลที่น้อยกว่า 7% ออกไป โดยปกติจะมีการเข้ามาดูหุ้นในพอร์ตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อคอยติดตามความเป็นไปว่าหุ้นที่เราเฝ้ามองดูกว่า 20 ตัวนั้นใกล้ถึงราคาเป้าหมายแล้วหรือยัง
“ก้อ” บอกว่า ทุกวันนี้ผมมีโอกาสเจอใครก็จะบอกว่าความรู้เรื่องการเงินในปัจจุบันไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็มีความสำคัญทั้งนั้น เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องใช้ จุดเริ่มต้นที่มักจะแนะนำคือให้ซื้อกองทุน LTF และ RMF เพราะช่วยลดภาษีได้ ยิ่ง RMF จะช่วยการันตีว่าเราจะมีเงินใช้ในช่วงวัยเกษียณ และหากไม่ได้มีเวลาศึกษามาก แต่สามารถลงทุนในระยะยาวย่อมจะได้อัตราผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์และมีความเสี่ยงน้อย หรือซื้อ LTF ที่ไม่ต้องมีการจ่ายปันผลไม่อย่างนั้นต้องไปเสียภาษีเงินปันผลอีก
ตลอดกว่า 10 ปี ที่คนดนตรีคนนี้ศึกษาและลงทุนในตลาดหุ้นมา เขาบอกว่า ยังมีตัวที่แดงติดพอร์ตอยู่เช่นกัน เพราะเขายังเป็นคนที่ศึกษาอยู่ตลอดเวลา และถือว่าไม่ได้ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพียงแต่รู้ว่าตัวเองมีความอดทนและเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จากจุดเริ่มต้นด้วยเงิน 5 แสนบาท จนวันนี้พอร์ตรวมมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป นี่คงเป็นตัวอย่างให้ใครหลายคนดูเห็นแล้วว่า ถ้ารู้จักอดทนไม่อ่อนไหวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ก็สามารถมีเงินพอกพูนจากการลงทุนในระยะยาวได้


