
เศรษฐกิจไทยและสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ตั้งแต่มีการประกาศตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. ออกมาติดลบถึง 7% สิ่งที่เราเห็นหลังจากนั้นก็คือ การปรับตัวเลขของ GDP 2556
ตั้งแต่มีการประกาศตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. ออกมาติดลบถึง 7% สิ่งที่เราเห็นหลังจากนั้นก็คือ การปรับตัวเลขของ GDP 2556 ลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากสำหรับการปรับตัวเลข เพราะ ณ จุดเวลานี้เหลือเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งโดยปกติแล้วการเหลือเวลาอีก 2 เดือนจะสิ้นปี และพูดถึงตัวเลขคาดการณ์น่าจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงแล้ว เพราะมีข้อมูลจริงอยู่ 10 เดือน และเป็นข้อมูลที่ประกาศไปแล้ว 9 เดือน เหตุผลที่ผมเข้าใจว่ามีการปรับตัวลดลง ก็เนื่องจากตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. ออกมาต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ GDP ปีนี้อยู่ที่ตัวเลขเท่าไร เพราะจากข้อมูลที่มีการคาดการณ์ ณ จุดนี้น่าจะอยู่ที่ 3.53.7% และส่งออกก็จะน่าจะโตเพียง 1.5% ในปี 2556 แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ เราพยายามหวังเป้าหมายการเติบโตในปี 2557 ซึ่งในเชิงตัวเลขที่ความเป็นไปได้ที่จะมีการโตขึ้น แต่จะโตเท่าที่มีการหวังถึงระดับ 5% กว่าๆ หรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่น่าคิดก็คือ ถ้าท่านผู้อ่านนึกออกในช่วงปี 2555 ก็จะมีแนวคิดเช่นนี้ว่า ในปี 2556 จะดี และ GDP จะโต 5.5% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น
สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมาก โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ 2.2 ล้านล้านบาท เหตุผลที่ควบคุมไม่ได้ก็คือ การจะเกิดโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล ในการตั้งสมมติฐานเราในรอบนี้ลองไม่เอาแนวคิดนี้มาคำนวณก็อาจจะมีหลายท่านมองว่าเศรษฐกิจก็จะโตอยู่ดี และ GDP ก็น่าจะได้มากกว่า 5% แต่ตัวแปรที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะกรณีการลงทุนภาครัฐมีจำกัด การลงทุนภาคเอกชนไม่เกิดขึ้น การส่งออกตัวเลขอยู่เพียง 57% ตัวแปรอาจจะกลับมาอยู่ที่การบริโภค ซึ่งความหวั่นไหวสูงมาก เหตุผลก็คือการบริโภคดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความมั่นใจของภาวะเศรษฐกิจ และ ณ จุดนี้กำลังซื้อต้องยอมรับว่าต่ำกว่าเดิมเมื่อเทียบในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา คำถามก็คือ ถ้าการเมืองไม่นิ่งปีหน้าจะมีอะไรมากระตุ้นเศรษฐกิจ
วกกลับมาสู่ตลาดหุ้นที่เกริ่นเบื้องต้นสำหรับการมองอนาคตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า แม้ในเชิงทฤษฎีตัวเลขการเติบโตของ GDP น่าจะดีกว่าปีนี้ แต่มีความอ่อนไหวในหลายส่วนดังที่มีการนำเสนอ ซึ่งนั้นก็หมายถึงการที่เราคาดการณ์ว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปี 2557 จะโตขึ้น และทำให้การคาดการณ์ SET INDEX ในปีหน้าอยู่สูงกว่าปัจจุบัน (ส่วนใหญ่คาดว่าจะเห็นตัวเลข 1,650 หรือมากกว่า) เป็นสิ่งที่เปาะบางมาก เพราะยังมีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ การมองเพียง PE ตลาดหุ้นไทย โดยไม่ได้พิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวและยังเดาไม่ได้ว่า เมื่อปีหน้าเกิดการยกเลิก QE แล้ว ฝรั่งยังเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ SET INDEX ในปีหน้า
ส่วนระยะสั้นประเมินว่า ทิศทางของ SET INDEX มีความเสี่ยงในการลงแรง (Panic Sell) ตราบใดที่ไม่มีการขึ้นมายืนเหนือตัวเลข 1,440-1,450 โดยคาดว่าความเสี่ยงเปิดที่ระดับ 1,380 หรือต่ำกว่า ยังคงมีโอกาส
หมายเหตุ ขอประชาสัมพันธ์เรื่องของการอบรมการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเปิดอบรมในวันที่ 7 ธ.ค. 2556 สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-243-3344







