
JASดิ่งจังหวะซื้อ
ต่างชาติเทกระจาดหวั่นผลกระทบ อันเดอร์ไรท์ยันเดินหน้าตั้งกองทุนฯ
ต่างชาติเทกระจาดหวั่นผลกระทบ อันเดอร์ไรท์ยันเดินหน้าตั้งกองทุนฯ
นักลงทุนกระหน่ำทิ้งหุ้น JAS หวั่นหนี้บานตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสะดุด ต่างชาติชิงขาย
บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ถูกถล่มขายออกมาอย่างหนักจนราคาหุ้นรูดลงแรงถึง 0.95 บาท คิดเป็น 10.11% ปิดที่ระดับ 8.45 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายมากถึง 9,387 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมกลับบวกแรงถึง 11.76 จุด หรือ 0.82% ดัชนีปิดที่ 1,442.88 จุด แต่ต่างชาติขายมากถึง 1,589.82 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า นักลงทุนตื่นตระหนกเทขายหุ้น JAS ออกมามาก เพราะเกรงว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2546 ซึ่งเจ้าหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะเรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้เพิ่มเติมรวมจำนวนไม่เกิน 1,343 ล้านบาท
ด้านผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ในฐานะผู้ประกันการจัดจำหน่าย กล่าวว่า คำตัดสินของศาลฎีกาไม่มีผลกระทบกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) เนื่องจากจัสมินจ่ายหนี้เพียง 1,300 ล้านบาท ไม่เกี่ยวข้องกับการนำสินทรัพย์ไปตั้งกองทุน
นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด คาดว่าบริษัทมีทางเลือกแสดงผลกระทบไม่ผ่านงบการเงิน โดยเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินเพิ่มเติม แต่หากต้องชำระหนี้บริษัทประเมินไว้ไม่เกิน 1,343 ล้านบาท คิดเป็นผลกระทบต่อหุ้น 0.19 บาท และอาจเป็นไปได้ที่การชำระหนี้จะยืดเยื้อและต้องไปชี้ขาดในชั้นศาล
นอกจากนี้ ประเมินว่าปัจจัยนี้จะไม่กระทบต่อแผนการขายทรัพย์สินและจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 57 หมื่นล้านบาท เพื่อขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 25 พ.ย.นี้
“เราแนะนำซื้อ คงมูลค่าเหมาะสม 10.50 บาท จากปัจจัยพื้นฐานยังไม่รวมผลจาก IFF ซึ่งมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นคำพิพากษาศาลฎีกา มองเป็นผลเชิงจิตวิทยาและมีผลกระทบจำกัด เราคงมุมมองบวกต่อการเติบโตของผลการดำเนินงาน” บล.เคเคเทรด ระบุ
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ธนชาต มีความเห็นว่า การปรับลดลงแรงของ JAS ยังไม่ใช่จังหวะซื้อ ควรรอความชัดเจนต่อภาระหนี้ที่บริษัทอาจต้องตั้งเพิ่ม รวมถึงความเสี่ยงในการออกกองทุนฯ ที่ล่าช้า
ทั้งนี้ มองผลกระทบต่อ JAS เป็น 3 กรณี 1.กรณีเลวร้ายที่สุด ต้องจ่ายหนี้ที่แฮร์คัตไปทั้งหมด ประมาณ 8,0008,500 ล้านบาท รวมกับดอกเบี้ย 7% ต่อปี ในระยะ 10 ปี ซึ่งจะมีผลต่อเป้าหมายพื้นฐาน JAS ประมาณ 2 บาท/หุ้น 2.กรณีเลวร้าย จากหนี้ที่แฮร์คัตไปมีหนี้จำนวน 1,800 ล้านบาท เป็นของบริษัทลูกของ JAS ซึ่งคาดว่าจะไม่ต้องชำระคืน ซึ่งกรณีนี้จะส่งผลกระทบเพียง 1.60 บาท/หุ้น 3.กรณีดีที่สุด ภาระหนี้เพิ่มขึ้น 1,300 ล้านบาท ตามที่ที่ปรึกษากฎหมายให้ความเห็น ซึ่งจะส่งผลกระทบเพียง 0.20 บาทเท่านั้น
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยหนัก นอกจากความกังวลเรื่องการเมืองแล้ว ส่วนหนึ่งให้น้ำหนักเรื่องของบริษัท JAS เพราะ JAS ถือว่าเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้าถือลงทุนเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าการซื้อขายของหุ้น JAS วันที่ 31 ต.ค. สูงถึง 25% ของการซื้อขายโดยรวม
“อุณหภูมิทางการเมืองยังแค่อุ่นๆ ไม่ได้ร้อนปรอทแตก และดัชนีหุ้นลงนั้นนักลงทุนต่างชาติมองเป็นโอกาสของการลงทุนมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ได้รีบซื้อ เพราะหุ้นไทยไม่ได้แพง แต่ก็ยังไม่ถูก และในอีก 1 เดือนข้างหน้ายังจะมีการพิจารณาอีกหลายคดี และต้องติดตามสถานการณ์อยู่” นายปริญญ์ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ ซีแอลเอสเอ กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ต่างชินกับเหตุการณ์ประท้วงในประเทศไทย แต่สิ่งที่ให้น้ำหนักมากที่สุดและเป็นความเสี่ยงของประเทศคือ การดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่ให้นโยบายการเมืองนำนโยบายเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะยาวมากกว่า
ด้านผลงานงวดไตรมาส 3 ปีนี้ JAS มีกำไรสุทธิดีขึ้นถึง 24.62% เป็น 754 ล้านบาท และรวม 9 เดือน กำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,245 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.77%







