
แนะช่องขายตรงไทยในอาเซียน รัฐผนึกเอกชนบูรณาการทั้งระบบ
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจขายตรงพุ่ง
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจขายตรงพุ่งจาก 8 หมื่นล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท ทำให้ภาครัฐรวมทั้งภาคธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังกันยิ่งขึ้น ทั้งการบูรณาการทางด้านกฎหมาย ลดขั้นตอนการทำงานที่ล่าช้า เพื่อเอื้อต่อเวทีการแข่งขันระดับอาเซียน
สุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการกองขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 มีผลทำให้ธุรกิจขายตรงที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งผู้ประกอบการต่างประเทศที่จะเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น สิ่งที่จะเอื้อให้ผู้ประกอบการขายตรงสามารถแข่งขันทั้งในประเทศและในอาเซียนได้นั้น ต้องบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงทั้งระบบ
ทั้งนี้ ควรเริ่มตั้งแต่สำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สคบ. กรมสรรพากร เพราะการทำงานที่ล่าช้าไม่ตอบโจทย์ธุรกิจให้แข่งขันได้ อาทิ การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า ซึ่ง สคบ.ยุคใหม่ จะปรับกระบวนการทำงานลดขั้นตอนในส่วนต่างๆ เพื่อทำให้ธุรกิจขายตรงไทยแข่งขันในอาเซียนได้ โดยในปี 2557 กองขายตรงจะถูกแยกเป็นหน่วยงานเฉพาะ จากเดิมอยู่ภายใต้สำนักกฎหมายและคดี เพื่อการลดขั้นตอนการทำงาน อีกทั้งต้องปรับปรุง พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่ใช้มากว่า 10 ปี เพราะล้าสมัยแล้ว
นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กล่าวว่า ธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับคนไทย แต่กลับไม่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ การใช้ พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ต้องเร่งปรับปรุงและแก้ไขให้ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทย
สมชาย หัชลีฬหา นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมขายตรงไทยจะอยู่รอดได้หลังการเปิดเออีซี ปี 2558 ต้องเริ่มจากการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเข้าไปจดทะเบียนผู้ประกอบการอย่างถูกต้องและต้องศึกษาการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์และกฎระเบียบสินค้า รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่จะเข้าไปทำตลาด เพื่อกำหนดสินค้าหรือตำแหน่งสินค้าให้สอดรับกับกำลังซื้อของผู้บริโภค กระแสสังคมที่เกิดขึ้นต่างๆ และใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
สุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ผู้แทนสมาคมขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบขายตรงต้องดำเนินการเพื่อรับการเปิดเออีซี คือ การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง เพราะหากปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องในไทยแล้วก็เสมือนเป็นใบเบิกทางสู่อาเซียนในระดับหนึ่ง เพื่อรองรับกำแพงกีดกันในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าไปเปิดตลาดที่มีธุรกิจขายตรงแข็งแกร่งจะยิ่งมีกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้น เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ขณะที่การไปเปิดตลาดในลาว พม่า กัมพูชา จะง่ายกว่า เพราะกฎหมายยังล้าสมัยอยู่มาก
นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจขายตรงในยุคดิจิตอล สมาชิก หรือนักธุรกิจ 10 ล้านคน ต้องเปลี่ยนระบบคิดใช้ไอทีทำงาน ทั้งการทำตลาดในสมาร์ทโฟนบนโซเชียลมีเดีย หรือกระทั่งการทำไวรัลมาร์เก็ตติ้งในโลกออนไลน์
บทสรุปสัมมนาการทำธุรกิจขายตรงเพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันบนเวทีอาเซียน ต้องลงดาบที่จุดอ่อนทางกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.ขายตรงฯ ที่ล้าสมัย ขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เป็นไปอย่างล่าช้า ขณะที่รัฐบาลต้องส่งเสริมผู้ประกอบการขายตรงให้มากขึ้น รับรองว่าขายตรงไทยมีอนาคตไปไกลในอาเซียนแน่นอน







